เปิดโผหุ้นเด่นฟันด์โฟลว์ดัน SAMART สว่างการเมืองชัด

ทันหุ้น – ฟันด์โฟลว์ยังดันตลาดหุ้นไทยต่อหลังซื้อสุทธิต่อเนื่อง 6 วันทำการ กว่า 2.8 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ กูรูชี้เป็นจิตวิทยาระยะสั้น ยังเน้นลงทุนหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ ล๊อกเป้า Fund Flow ชู BBL, SCB, SCC รับการเมืองชัดเจนแนะ CK, STEC, CPF ขณะที่ SAMART รับผลดีเต็มๆ ตั้งรัฐบาลใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทิศทางกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ล่าสุดการซื้อขายวานนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1648.46 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 10.77 จุด หรือ 0.66% มูลค่าการซื้อขาย 54,214.32 ล้านบาท โดยต่างชาติเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยอีก 4,798.11 ล้านบาท นับเป็นการซื้อต่อเนื่องใน 6 วันทำการ เบ็ดเสร็จต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 28,558 ล้านบาท และยังมีการเปิดสถานะซื้อสุทธิ ในตลาดฟิวเจอร์สอีก 29,205 สัญญา ท่ามกลางที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (FED) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง รวมถึงการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ

ทั้งนี้จากผลสำรวจของ Bloomberg คาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ประจำเดือนมิถุนายน (18-19 มิ.ย.2562) จะยังคงดอกเบี้ยที่ 2.5% ตามเดิม แต่ให้น้ำหนักไปที่ปลายคือการประชุมประจำเดือนกันยายน คาดมีโอกาสปรับลดที่ 94% และในการประชุมประจำเดือนธันวาคม 2562 มีโอกาสลดมากที่สุดราว  98.3%

@ เงินไหลเข้า1-3เดือน

นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แสดงทรรศนะว่า การส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยนโยบายของ FED เป็นช่วงเวลาเดียวกับธนาคารโลก (World Bank) ประกาศปรับลด GDP Growth โลกลงเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ โดย ปรับลด GDP Growth ปี 2562 ลงเหลือ 2.6% จากเดิม 2.9% และปี 2563 เหลือ 2.7% จาก 2.8% รวมถึงปรับลดปริมาณการค้าโลก (World Trade Volume) ปี 2562 ลงเหลือ 2.6% จาก 3.6% และปี 2563 เหลือ 3.1% จากเดิมคาด 3.5% ผลจากภาวะสงครามการค้าที่เริ่มขยายวงออกสู่ประเทศอื่น

“มองว่าการส่งสัญญาณครั้งนี้ น่าจะเป็นการยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกน่าชะลอตัว จึงพยายามที่จะพยุงไว้ไม่ให้เกิด hard landing มากกว่า อยากเตือนนักลงทุนว่าตลาดหุ้นต้องปรับตัวลงรับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอก่อนนะ  พอ FED เริ่มลดดอกเบี้ย-อัดฉีดเม็ดเงิน  แล้วสามารถพยุงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม นั่นแหละ Fund Flow ถึงจะไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมถึงไทย อีกประการหนึ่งที่ต้องชี้แจงการลดดอกเบี้ย และใช้ QE เมื่อปี 2551 นั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ แย่มากคนว่างงานเยอะ แต่ครั้งนี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวสูงที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนมีงานทำมากกว่าคนว่างงาน ถ้าจะทำ QE ต้องใช้เม็ดเงินมากกว่าเดิมกี่เท่า  ดังนั้นยังต้องติดตามต่อไป”

อย่างไรก็ตามในระยะ 1-3 เดือนข้างหน้า น่าจะยังคงมี Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง ตามความเคลื่อนไหวของค่าเงิน ซึ่งหากเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงขณะที่เงินบาทแข็งค่านักลงทุนก็จะพิจารณาเคลื่อนย้ายเงินลงทุนเข้าสู่แหล่งที่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

@โผหุ้นน่าลงทุน

นายกวี แนะนำนักลงทุนยังควรเลือกลงทุนหุ้นที่อิงกับการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก  โดยหุ้นกลุ่มที่เป็นเป้าการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ คือกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่อาทิธนาคารพาณิชย์ เลือก BBL,  SCB  กลุ่มสื่อสาร เลือก ADVANC, DTAV,  TRUE,  กลุ่มรับเหมาก่อสร้างเลือก CK, STEC,  กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCC  พน้อมกันนี้แนะนำ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Thailand Future Fund : TFFIF) เนื่องจากหากมีการจัดตั้งกองทุนใหม่ขึ้นมาทดแทนกองทุน LTF ซึ่งจะหมดอายุลง น่าจะมีการบรรจุกองทุน TFFIF เข้าไปเป็นทางเลือกด้วยเนื่องจากให้อัตราเงินปันผลสูงกว่า 3%  และ CPF แนะนำเพราะถือหุ้น CPALL อยู่ในสัดส่วน 33% ซึ่งจะได้อานิสงส์โดยตรง รวมถึงราคาหมูที่ฟื้นตัวแข็งแกร่งจะเป็นปัจจัยหนุนผลงานปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ

“ยังคงแนะนำให้รอจังหวะเข้าลงทุนหุ้นที่อิงการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก  แต่ถ้าจะมองกลุ่มที่เป็นเป้าของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติด้วยก็คงต้องเป็นหุ้นใหญ่ ซึ่งพฤติกรรมการลงทุนในรอบที่ผ่านมาเน้นเลือกลงทุนกระจายลงไปในทุกกลุ่ม ดังนั้นถ้าจะเจาะตัวที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะก็คงเป็นกลุ่มแบงก์  ส่วน SCC ที่แนะนำเพราะปิโตรเคมีเขาอยู่ในกลุ่มแนฟทาลีน (Naphtha) ซึ่งจะได้รับผลดีหากราคาน้ำมันอ่อนตัวลง”

@ SAMART จ่อรับงาน

ด้านนางน.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางของการเมืองไทยยังคงเป็นไปตามโรดแมพ ซึ่งหลังจากได้นายกรัฐมนตรี ก็จะต้องมีการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อหุ้น SAMART ซึ่งเป็นหุ้นที่มีโอกาสเทิร์นอะราวด์ พิสูจน์ด้วยกำไรไตรมาส 1 ที่กลับมาเป็นบวก 200 ล้านบาท หลังจากขาดทุนในปีที่ผ่านมา จากการตั้งค่าใช้จ่ายสำรอง i-mobile หมด ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นในปีนี้

ขณะเดียวกัน SAMART ยังมุ่งเน้นงานดิจิทัลราชการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่รองบประมาณรายจ่ายประจำปี มากกว่าโครงการพิเศษ  ซึ่งหากรัฐบาลมีก็เดินหน้าตามโรดแมพ พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็จะส่งผลดีต่อ SAMART ซึ่งมีประสบการณ์ และ “แทรกเรคคอร์ด” กับหน่วยงานราชการมาก

โดยยังมีงานใหญ่คือวิทยุกระจายเสียงกับหน่วยงานกระทรวงมหาดไทย ในช่วงตุลาคมนี้มูลค่าราว 8 พันล้านบาท ประเมินรายได้ปีนี้ 20,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในส่วนของไตรมาส 2 ต้องติดตามการตั้งสำรองตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 50-60 ล้านบาท