หุ้นไทยสายย่อ…ย่อแค่ไหนถึงน่าซื้อ!! 

สำนักข่าว “ทันหุ้น” รายงานว่า โบรกอ่านเกมหุ้นเดือนมิถุนายน เผชิญปัจจัยใน-นอกกดหุ้นร่วงแตะ 1600-1580 จุด มองจังหวะดีน่าสะสม 4 หุ้นมีเอิร์นนิ่ง-แวลูเอชั่นน่าเก็บ

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในเดือนมิถุนายน 2562 นี้คาดว่าจะปรับตัวดีกว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาที่ตามสถิติถือเป็นเดือนที่มีการปรับตัวลงมากที่สุดของปี แม้ทิศทางตลาดหุ้นในช่วงครึ่งแรกของเดือน(ระหว่างวันที่ 1-15 มิถุนายน 2562) มองว่าดัชนีจะปรับตัวลดลง หลังจากหมดรอบ MSCI Rebalance ซึ่งรอบนี้ปรับเพิ่มน้ำหนักของไทยใน MSCI EM เพิ่มขึ้นสู่ 2.9% จาก 2.43% และไม่มีแรงหนุนพิเศษ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยน่าจะกลับเข้าสู่จุดสมดุล

ขณะที่แรงกดดันจากต่างประเทศ ทั้งสงครามการค้าที่ยังต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ส่วนในยุโรปมีประเด็น Brexit ที่ยังคงวุ่นวาย สำหรับปัจจัยในประเทศนั้น ยังคงต้องจับตาประเด็นการเลือกนายกรัฐมนตรีซึ่งมองว่าไม่ง่ายและด้วยความที่มีการล่าช้าส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยซึมตัว บวกกับเสียงของรัฐบาลที่ยังต้องลุ้นอยู่ เพราะถ้าเสียงปริ่มน้ำมีโอกาสเข้าสู่เงื่อนไขทางเลือกที่ 3 คืออาจจะมีการยุบสภา หรือการเลือกนายกฯคนกลางขึ้นมาซึ่งอาจต้องใช้เวลาส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยหยุดนิ่งเพื่อรอดูความชัดเจน

ส่วนในช่วงครึ่งเดือนหลัง(ระหว่างวันที่ 15-30 มิถุนายน 2562) เข้าสู่ช่วงผลประกอบการไตรมาส 2/2562 ซึ่งคาดว่างบฯของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)ไม่น่าจะออกมาดีนัก ดังนั้นคาดว่าดัชนีจะเกิดจุดต่ำในช่วงกลางเดือนจากนั้นน่าจะเห็นการฟื้นตัวขึ้นในช่วงปลายเดือนมิ.ย.ได้

“ถามว่าดัชนีมีโอกาสลงไปแตะระดับ 1550 จุดได้หรือไม่ ส่วนตัวมองว่าไม่ลงไปลึกขนาดนั้น เนื่องจากพื้นฐานซัพพอร์ตบริเวณ 1580-1600 จุด ส่วนทางเทคนิคมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะลงไปแตะระดับดังกล่าว แต่นั่นคงต้องมีเหตุการณ์ผิดปกติ เช่น การเมืองในประเทศเป็นหลัก ส่วนเรื่องเทรดวอร์ช่วงนี้เป็นช่วงที่แย่ที่สุดคงต้องรอความชัดเจนต่อไป อย่าลืมว่าบ้านเราผ่าน Sale in May มาได้แล้วอะไรก็คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้ ดังนั้นโมเมนตั้มด้านลบมีเข้ามาในช่วงต้นเดือนเป็นจังหวะซื้อ”

นายณัฐพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กลยุทธ์การลงทุนในเดือนมิถุนายนนี้ คงแนะนำรอจังหวะซื้อช่วงดัชนีตลาดหุ้นไทยย่อตัวลงแถวแนวรับ 1600-1580 จุด โดยเน้นสะสมหุ้นขนาดกลางมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการปรับพอร์ตลงทุนของต่างชาติ รวมทั้งเน้นหุ้นที่มี Earnings ที่ดีและ Valuation ไม่แพง ดังนั้นแนะนำสะสมหุ้นดังนี้คือ 1. บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ประกอบธุรกิจผลิต จัดหาและจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ, ธุรกิจผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน รวมถึงพลังงานทางเลือกที่เหมาะสม, ธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทั้งในประเทศและต่างประเทศ, ธุรกิจก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน(Engineering Procurement and Contruction), ธุรกิจการให้บริการบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า(Operating and Maintenance) โดยฝ่ายวิเคราะห์คงมุมมองบวกต่อการเติบโตของกำไรปี 2562 เนื่องจากเป็นปีแรกที่รับรู้รายได้เต็มปีของโรงไฟฟ้าพลังลมทั้ง 3 แห่ง ส่งผลให้กำไรเติบโต 17% จากปีก่อน เป็น 2.2 พันล้านบาท ขณะที่ราคาหุ้นมีประเด็นบวกหนุนจากโครงการโซลาร์ประชาชนช่วยหนุนยอดขาย Solar Rooftop ซึ่งเป็น Upside ที่ยังไม่รวมไว้ในประมาณการกำไรของฝ่ายวิเคราะห์ ให้ราคาเหมาะสม 3.64 บาท

2.บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB ประกอบธุรกิจให้บริการ และผลิตสื่อโฆษณาภายนอกที่อยู่อาศัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 ธุรกิจหลักดังนี้ 1.สื่อโฆษณาบนระบบขนส่งมวลชน(Transit Media) 2.สื่อโฆษณาภาพนิ่งกลางแจ้ง(Static Media) 3.สื่อโฆษณาดิจิตอลกลางแจ้ง(Digital Media) 4.สื่อโฆษณาภายในห้างสรรพสินค้า(Mall Media) 5.สื่อโฆษณาภายในซุปเปอร์มาร์เก็ต(In-Store Media) 6.สื่อโฆษณาภายในสนามบิน(Airport Media) 7.สื่อโฆษณาออนไลน์(Online Media) 8.สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง(Sports Marketing) ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า Synergy จากการเป็นพันธมิตรธุรกิจกับ VGI จะเริ่มเห็นผลเชิงบวกต่อกำไรของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังส่งผลให้รายได้และอัตรากำไรดีขึ้นจากการแข่งขันที่ลดลง รวมทั้งการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการใช้ทรัพยากรร่วมกันเป็นปัจจัยหนุนให้กำไรครึ่งปีหลังเร่งตัวขึ้นเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ ให้ราคาเหมาะสม 8.65 บาท

3.บริษัท ที.เอ.ซี. คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TACC ประกอบธุรกิจจัดหา ผลิต และจำหน่ายเครื่องดื่มประเภทชาและกาแฟ และสินค้าไลฟสไตล์ คือ 1.กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ร่วมพัฒนากับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ เครื่องดื่มในโถกดในร้าน 7-Eleven, เครื่องดื่มปรุงสำเร็จชนิดผงที่จัดจำหน่ายให้กับร้าน All Cafe ในร้าน 7-Eleven และผลิตภัณฑ์ที่ร่วมพัฒนาเพื่อจำหน่ายเป็นครั้งคราวหรือตามฤดูกาล, เครื่องกดเครื่องดื่มร้อนแบบอัตโนมัติ, โดนัทอะสไมลล์ 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายภายใต้ตราสินค้าของบริษัท ได้แก่ ชาเขียวพร้อมดื่มตราเชนย่า(Zenya), เครื่องดื่มปรุงสำเร็จชนิดผงตรา “ณ อรุณ” (Na-Arun) และตรา “สวัสดี” (Sawasdee), เครื่องดื่มช็อกโกแลต ตรา “เฮอร์ชี่”, ธุรกิจคาแร็คเตอร์ ฝ่ายวิเคราะห์คงมุมมองบวกหลังผู้บริหารพร้อมปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2562 ขึ้นจากเดิม 12% เป็น 140 ล้านบาท เติบโตถึง 53% จากปีก่อน หลังแนวโน้มรายได้ดีกว่าคาดการณ์เดิม ทั้งรายได้จากการจำหน่ายลิขสิทธิ์ของ SAN-X, การขยายสาขาของ All Caf ? ช่วยหนุนการเติบโต ขณะที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 2/62 คาดเติบโตเกือบเท่าตัวจากปีก่อน ลุ้นทำระดับสูงสุดใหม่ เบื้องต้นคาดที่ 35-40 ล้านบาท มีโอกาสทำระดับสูงสุดใหม่รายไตรมาสได้อีกใน 2 ไตรมาสที่เหลือของปี ให้ราคาเหมาะสม 5.75 บาท

และ 4.บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) หรือ EKH ประกอบกิจการสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ในลักษณะโรงพยาบาลทั่วไป(General Hospital) ภายใต้ชื่อโรงพยาบาลเอกชัย โดยแนวโน้มไตรมาส 2/62 คาดผลประกอบการยังคงเติบโตดีต่อได้แรงหนุนจากโรคระบาดทำให้คนไข้ใช้บริการเพิ่ม ประกอบกับการเติบโตของศูนย์ IVF และการขยายศูนย์เฉพาะทาง ฝ่ายวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2562 ราว 14% สะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่าคาด โดยคาดกำไรปี 2562 เติบโตโดดเด่น 29% จากปีก่อน บวกสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่มีภาระหนี้สิน และระดับ ROE ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เป็น 17% ในปีนี้ ให้ราคาเป้าหมาย 8.50 บาท

 

รายงาน : พัทธ์ธีรา ศรีพีรพงศ์
อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com