จัดพอร์ตรับรัฐบาลใหม่ และการเจราจาการค้าสหรัฐจีนส่อยืดเยื้อ

เราประเมินแนวโน้ม SET Index ยังผันผวนในกรอบ 1580-1630แม้ได้รัฐบาลใหม่ ทีมเศรษฐกิจเก่า และผลการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐและจีน และการตอบโต้ทางการค้าที่ยังมีต่อเนื่อง รวมถึงการปรับลดจีดีพีจากผลกระทบจากการส่งออกของไทยและการปรับลดคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยน่าจะมีการปรับลงต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งในและต่างประเทศ

การเจราจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนส่อยืดเยื้อ: 5 พ.ค.19 การเจรจาการค้าล้มเหลว สหรัฐฯประกาศปรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจีน $2 แสนลบ. จาก 10% เป็น 25% กดดันให้จีนต้องตอบโต้การค้าโดยการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐมูลค่า $6 หมื่นล้าน อีกทั้งสหรัฐยังได้มีคำสั่งให้บริษัทในสหรัฐดำเนินธุรกิจการค้ากับบริษัทของจีนหลายบริษัทส่วนใหญ่เป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการสื่อสาร ก่อนหน้านี้ IMF ได้มีการปรับลงจีดีพีโลกลงอีก 0.5% จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 3.6% ในปีนี้ เพื่อสะท้อนผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีเพียง 10% ในสินค้ามูลค่า$2 แสนลบ.แต่ยังไม่รวมรอบใหม่ที่ปรับขึ้นจาก 10% เป็น 25% ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าในระยะถัดไปสำนักวิจัยต่างๆ น่าจะออกมาปรับลดผลกระทบใหม่ นอกจากนี้หากการเจรจาไม่สามารถเกิดขึ้นได้เชื่อสหรัฐอาจปรับขึ้นภาษีสินค้าจีนเพิ่มขึ้น

รัฐบาลใหม่ : เรามองแค่เป็นบวกระยะสั้นจากภาวะการเมืองที่มีเสถียรถาพมากขึ้น และยังสามารถสานต่อนโยบายเดิมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการผลักดันโครงการ EEC ให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นในอนาคต ส่วนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญที่เป็นนโยบายหาเสียงคือ การปรับขึ้นค่าแรงเป็น 400-425 บาท/วันมาตรการลดภาษีบุคคลธรรมดา 10%น่าจะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้นหุ้นกลุ่มค้าปลีกน่าจะได้ประโยชน์ แต่บริษัทที่ใช้แรงงานเป็นหลักในการผลิตจะได้รับผลกระทบด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

มีแนวโน้มบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยจะถูกปรับลดคาดประมาณการกำไรสุทธิลงอีกหลังประมาณงบ 1Q19 ออกมาทรงตัว yoy แต่ยังไม่รวมคาดการณ์ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐและจีนรอบใหม่ รวมถึงผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลังสภาพัฒฯ ได้ปรับลงคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2019 เหลือ 3.6% จาก 4% เนื่องจากเกิดผลกระทบจากการส่งออกมากกว่าคาด….ในช่วงตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันตามจากการSurvey ของ Bloomberg พบว่ามีการปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้นของ SETปี 2019ลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ที่ 107.63 บาทต่อหุ้น ขณะเดียวกับทาง KTBST เองได้มีการปรับคาดการณ์อัตราการเติบโตของกำไรของ SET ปีนี้ลงเป็น 5.1%yoy จากเดิมอยู่ที่ 9.4%yoy ดังตารางด้านล่างนี้

กลยุทธ์การลงทุน
กลยุทธ์ลงทุนเราแนะนำให้จัดพอร์ตที่เน้น Defensiveประกอบด้วย เงินสด 30% และ 20% เป็นหุ้น High Dividend ที่เหลือ 50% เป็นหุ้น Defensive + Growthเราเลือกตัวแทนของหุ้น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มโรงไฟฟ้า กลุ่มสัมปทานภาครัฐฯ(รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการ EEC ด้วย) กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโทรศัพท์ และหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงยังเป็นกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซอุปทานของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ และหุ้นที่เป็น China relative

ประกอบด้วยหุ้นดังนี้
กลุ่ม High Dividend : LH QHPF และ CPNREIT
กลุ่มสัมปทานและไฟฟ้า: RATCH* BEM GULF และ EA
กลุ่มโรงพยาบาล:BDMS
กลุ่มสื่อสาร:DTAC
กลุ่มค้าปลีก:CPALL
กำไรที่มีลักษณะเฉพาะตัว: AEONTS*

* เป็นหุ้นที่แนะนำโดย KTBST ยังไม่ได้จัดทำบทวิเคราะห์