ยักษ์กองทุนผ่าตลาดหุ้นไทย ถอดเคล็ดลงทุนยามผันผวน

ทันหุ้น- กบข.หวั่นพิษสงครามการค้า ลดพอร์ตลงทุนนอกลงเหลือ 20% แต่ยังคงพอร์ตไทย 7.3% เชื่อ ต่างชาติเห็นหุ้นไทยเป็นที่พักเงิน พยุงให้ลบไม่มาก เชื่อตั้งรัฐบาลได้มีเงินไหลเข้า ด้าน บลจ.ทาลิส แนะนักลงทุนทำใจตลาดหุ้นผันผวนขึ้นลง 10-20 จุด ปกติ  แนะเคล็ดลงทุน เจาะเน้นรายตัว

นายวิทัย รัตนากร  เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ระบุ นักลงทุนต่างชาติยังคงเชื่อมั่นลงทุนในตลาดหุ้นไทย ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา กับจีน เนื่องจากตลาดหุ้นไทยถือเป็น “ที่พักเงิน” ที่ปลอดภัยในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยประเมินว่า ถ้าตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลกปรับตัวลง ตลาดหุ้นไทยก็จะลงไม่ลึกมาก แต่ถ้าตลาดหุ้นสำคัญดีดตัวขึ้นแรง ตลาดหุ้นไทยจะไม่ดีดขึ้นแรงตาม เพราะต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นตัว

ทั้งนี้ กบข. ได้ปรับสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศลง 2% มาอยู่ที่ 20% จากเดิมลงทุนในสัดส่วน 22% เนื่องจากความกังวลว่าสงครามการค้าจะยืดเยื้อ กดดันการขยายตัวเศรษฐกิจโลกโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญ

@ลุ้นเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย

ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทย ยังคงสัดส่วนการลงทุนไว้ที่ประมาณ 7.3% ต่อเนื่องจากปี 2561 ที่ผ่านมา เนื่องจากประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยง “ขาลง” ในกรอบจำกัด ขณะที่โอกาสปรับตัวขึ้นยังมีอยู่ เนื่องจากมีปัจจัยเฉพาะเป็นตัวกระตุ้น จากการเมืองในประเทศก็เริ่มชัดเจน หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็อาจจะมีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนจากทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ส่วนภาวะสงครามการค้าเชื่อว่าจะมีความผ่อนคลายเป็นช่วงสั้นๆ นับเป็นปัจจัยกระตุ้นเงินทุนเคลื่อนย้ายได้ตลอดระยะเวลาครึ่งปีที่เหลือ

สำหรับพอร์ตการลงทุนของ กบข. ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 แบ่งเป็น ตราสารทุน 21% ได้แก่ หุ้นไทย 7.3%, หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว 6.6%, หุ้นตลาดเกิดใหม่ 3.9%, Private Equity 3.1% และตราสารหนี้ 66% ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐไทย 23.9%, ตราสารหนี้ระยะสั้นไทย 19.4%, ตราสารหนี้ภาคเอกชนไทย 19.2%, ตราสารหนี้อ้างอิงเงินเฟ้อ 1.5%, ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ 2.3% และอื่นๆ 13% ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ 8.2%, โครงสร้างพื้นฐาน 1.8%, Absolute Return Fund 2.9% มีสินทรัพย์การลงทุนทั้งสิ้น 9 แสนล้านบาท โดยช่วง 4 เดือนที่ผ่านมามีผลตอบแทนแล้วที่ 3% และคาดว่าทั้งปี 2562 จะอยู่ที่ 5-6%

นายวิทัย ระบุ กบข. อยู่ระหว่างเจรจากับนักลงทุนรายใหญ่ในประเทศ ทั้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 8 แห่ง, กองทุนประกันสังคม, บริษัทประกันชีวิต, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นต้น เพื่อร่วมกันสร้างหลักเกณฑ์การลงทุนใหม่ (Negative List Guideline) ไม่ลงทุนใน บริษัทที่ไม่มีธรรมาภิบาล, บริษัทที่โดนก.ล.ต.กล่าวโทษ หรืออินไซต์เดอร์เทรดดิ้ง รวมไปถึงต้องให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) คาดว่าจะเห็นการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) ในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 และจะมีผลบังคับใช้ทันที โดยเบื้องต้นอาจจะมีการตกลงกันไม่ให้ซื้อหุ้นเหล่านั้นเป็น 3-6 เดือน

@ทำใจหุ้นขึ้นลง 10-20 จุด

ด้านนายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยยังถูกกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ออกมาตกต่ำในไตรมาสแรก และเชื่อว่าเศรษฐกิจยังจะตกต่ำต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 2 จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก ก่อนที่ ฟื้นตัวกลับคืนมาในช่วงครึ่งปีหลัง

ขณะเดียวในส่วนของปัจจัยการเมืองก็ยังไม่ชัดเจน แม้ว่าจะมีแนวโน้มว่ารัฐบาลสภาล่างจะมีเสียงเกิน 250-260 เสียง ซึ่งถ้าเป็นจริงก็จะเป็นปัจจัยบวกได้เล็กน้อย โดยยังคงต้องจับตาการโหวตผ่านงบประมาณประจำปีเป็นหลัก

อย่างไรก็ดียังมัปัจจัยบวกอยู่จากภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำจะเป็นตัวกระตุ้นให้ทุกประเทศเตรียมออกมาตรการที่กระตุ้นเศรษฐกิจรวมถึงไทย แต่ในส่วนของไทยประเมินว่ายังเป็นนโยบายการคลังเป็นหลัก ซึ่งก็ต้องดูว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการเหยียบเบรกอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากได้เหยียบเบรกอสังหา และกำลังจะเหยียบเบรกรถยนต์

จึงประเมินว่าตลาดหุ้นไทยใน 1 เดือนข้างหน้านี้จะเกิดความผันผวนขึ้นลง 10-20 จุดตามข่าวสาร เป็นเรื่องปกติทำให้นักเก็งกำไรเหนื่อยเพราะไม่มีทิศทางที่ชัดเจน

ส่วนแนวทางการลงทุนควรเน้นการเลือกหุ้นปลอดภัย มากกว่า หุ้นเติบโตที่อาจจะมีโอกาสที่จะพลาดเป้าจากเศรษฐกิจ เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะโดนลงโทษหนักหากผลงานไม่เป็นไปตามเป้า หรือ ถ้าผลงานติดลบก็จะทำให้ถูกเทขายร่วงลงติดต่อได้หลายวัน

ดังนั้นหุ้นที่นักลงทุนถืออยู่นั้นควรที่จะมีกำไรที่มั่นคง ซึ่งสังเกตุได้เพราะจะลงไม่แรง ถ้าตลาดฟื้นก็จะขึ้นแรง รวมไปถึงจะต้องมีปันผลที่ดี และต้องเลือกรายตัวมากกว่า กลุ่ม โดยหุ้นที่มีกำไรต่อเนื่อง และปันผลดี เวลานี้ มองว่าอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีพีอีต่ำ ส่วนหุ้นที่ปลอดภัย อย่างกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ นั้น สามารถลงทุนได้ แม้ว่า พีอีจะสูง แต่ก็มั่นคง และอาจจะต้องหวังผลตอบแทนระยะยาว เช่นเดียวกับหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ขึ้นมาเยอะ โดยภาพรวมยังมองการทำกำไรได้ตามปกติ แต่อาจจะต้องดู 3-5 ปี