ส.นักวิเคราะห์ชี้เงินรอลงทุน เชื่อเทรดวอร์-การเมืองจบสวย

ทันหุ้น – สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน ย้ำสภาพคล่องในระบบยังสูง นักลงทุนพักเงินในกองทุนระยะสั้น พร้อมโยกกลับ มั่นใจสงครามการค้า – การเมืองในประเทศคลี่คลาย ชี้รัฐบาลใหม่ดึงเงินสู่ตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง เศรษฐกิจฟื้นครึ่งปีหลัง เอเชียพลัส เชื่อดัชนีสิ้นปี 1,705 จุด PE 15 เท่าน่าลงทุน ระยะสั้นผันผวน 1,580-1,680 จุด แนะหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ, ปันผลสูง

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) คาดการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกา กับจีนมีแนวโน้มจะไม่ยืดเยื้อ นื่องจากเศรษฐกิจในประเทศทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการปรับขึ้นภาษีระหว่างกัน รวมถึงการที่ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัวลงถือเป็นปัจจัยกดดันทางอ้อมด้วย ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ยังพร้อมที่จะดำเนินนโยบายผ่อนคลายทางการเงิน หรืออัดฉีดเม็ดเงินอีกครั้ง หากภาวะเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง หนุนให้สภาพคล่องในระบบยังทรงตัวในระดับสูง โดยปัจจุบันนักลงทุนพักเงินไว้ในกองทุนระยะสั้นปริมาณสูง หากสงครามการค้าคลี่คลาย การเมืองในประเทศชัดเจน ก็พร้อมที่จะย้ายเงินกลับเข้ามาในตลาดหุ้นอีกครั้ง

“มองว่าการเจรจาน่าจะคลี่คลายลง และนำไปสู่จุดสิ้นสุดของภาวะสงครามการค้าในระยะ 3-5 เดือนข้างหน้า เพราะหากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าขึ้นภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยราคาสินค้าในประเทศก็จะแพงขึ้น กระทบกำลังซื้อส่วนใหญ่ประชาชนที่เดือดร้อนคงไม่พอใจ  ขณะที่จีนเองก็คงไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ในระยะยาว หากไม่หันหน้าเจรจากันอย่างจริงจัง เศรษฐกิจในประเทศของทั้ง 2 ประเทศเองก็จะแย่ลง”

ด้านการเมืองในประเทศ นายไพบูลย์ เชื่อมั่นว่า หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี ภาระกิจแรกคือการกระตุ้นกำลังซื้อระดับรากหญ้า,  การประมูลโครงการค้างท่อต่างๆ ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศกลับเข้าตลาดหุ้นไทย

“การที่เม็ดเงินไหลเข้าไปอยู่ในกองทุนระยะสั้น กดดันให้อัตราผลตอบแทนลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนในตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ถ้าสงครามการค้าคลี่คลายและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ลงตัว เงินทุนต่างชาติจะไหลกลับมาตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน ทั้งนี้สิ่งที่นักลงทุนเป็นห่วง คือ เรื่องเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบายหากรัฐบาลชุดใหม่อยู่ได้ไม่นาน นักลงทุนก็จะลงทุนแค่ระยะสั้น ดังนั้น ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้แค่ไหน”

มองหุ้นไทย PE ยังต่ำ

ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุ ตลาดหุ้นไทยในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้ายังมีความผันผวน คาดกรอบการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างแนวต้าน 1,650 -1,680 จุด และ แนวรับ 1,600-1,580 จุด บนคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2562 ที่ 3.4% การส่งออกขยายตัวเพียง 0.5% แต่หากสงครามการค้ายืดเยื้อจะกระทบส่งออกไทย บนสมมุติฐานถ้าการส่งออกลดลงทุก 0.5% จะกดดัน GDP ลดลง 0.04% ยังคงคาดการณ์กำไรสุทธิของตลาดหุ้นที่ 106.58 บาท เติบโต 7.4% ขณะที่เป้าหมายดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,705 จุด ระดับราคาต่อกำไรสุทธิที่ 15 เท่า

พร้อมกันนี้ แนะนำให้นักลงทุนจับตาการดำเนินงานของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำซึ่งอาจกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีค่าแรงเป็นต้นทุนการดำเนินงานสูงกว่า 15% ขณะที่ผลตอบแทนจากการดำเนินงานยังอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาเลือกลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์ในกลุ่มที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง, กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก อาทิ CPF ราคาเหมาะสมที่ 31.5 บาท,  TFG ราคาเหมาะสมที่ 4.5 บาท,  GFPT ราคาเหมาะสมที่ 16.95 บาท,  WHA ราคาเหมาะสมที่ 4.89 บาท, AMATA ราคาเหมาะสมที่ 35.7 บาท

สำหรับหุ้นในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้น นายเทิดศักดิ์ คาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 2-3 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงตามฤดูกาล และจะเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4/2562 ตาดการเร่งเปิดโครงการของผู้ประกอบการ เบื้องต้นคาดการณ์กำไรทั้งกลุ่มขยายตัวที่ 4% และยืนยันว่าภาพรวมกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังน่าลงทุนเนื่องจาก ณ ปัจจุบันหลายตัวเป็นหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 7% อาทิ LH,  QH,  PSH,  LPN เป็นต้น

นักลงทุนจับตาการเมือง

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) คาดการณ์ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (21-24 พ.ค.2562) มีแนวโน้มผันผวนในกรอบแคบต่อเนื่อง แม้มีการเปิดเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นกระบวนการเริ่มต้นจนนำไปสู่การจัดจตั้งรัฐบาล แต่นักลงทุนยังคงจับตา “เสถียรภาพ” ของรัฐบาลเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามงานแรกของรัฐบาลชุดใหม่คือการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้อาทิปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน, กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายผ่านนโยบายต่างๆ จึงแนะนำเลือกลงทุนรายหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว อาทิ CPALL ราคาเหมาะสมที่ 90 บาท, HMPRO ราคาเหมาะสมที่ 17 บาท,  กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA,  AMATA, และรับเหมาะก่อสร้างซึ่งยังคงต้องติดตามผลกระทบจากนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างใกล้ชิด

สอดคล้องกับนายธนภัทร ฉัตรเสถียร นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยน่าจะยังคงผันผวนในกรอบแคบต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนหน้า  เนื่องจากนักลงทุนรอความชัดเจนทางการเมือง รัฐบาลที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพสามารถผ่านร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้อย่างชัดเจน  เพื่อสร้างความมั่นใจว่าเศรษฐกิจจะสามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง  ดังนั้นหุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศกลุ่มที่ปลอดภัยยังคงเป็นกลุ่มค้าปลีกแนะนำ CPALL, BJC ขณะที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้างแม้มีรัฐบาล ก็ยังคงต้องติดตามนโยบายทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด