เจาะความเสี่ยงเทรดวอร์ โผหุ้นน่าจับตาช่วงขาลง

ทันหุ้น- กูรูฟันด์โฟลว์ ประเมินความเสี่ยงสงครามการค้า 2 กรณี หากเจรจายืดเยื้อ หุ้นไทยจะลงก่อนแรลลี่  แต่ถ้าเกิดสงครามเต็มตัว จบทุกฝ่าย ด้าน บล.กสิกรไทย ชี้จุดต่ำสุดไม่เกิน 1,500 จุด แต่ยังเชื่อ SET สู่ 1,750 จุด ชี้ผลกระทบโดนปีหน้า พร้อมเปิดโผหุ้นเด่นน่าสอยช่วงตลาดหุ้นลง

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านกระแสเม็ดเงินโลก (ฟันด์โฟลว์) เปิดเผยถึงมุมมองต่อสงครามการค้าแบ่งออกเป็น 2 กรณีคือ  กรณีที่ 1 โอกาส 80% คือกรณี “No pain No Deal” คือการที่จีนใช้มาตรการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษี แต่มีโอกาสเจรจา ซึ่งกรณีนี้ จะทำให้เศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั้งจีนและสหรัฐฯ จะใด้ผลกระทบในเชิงลบปานกลาง ก่อนที่จะเจรจาอีกรอบซึ่งอาจจะใช้เวลาหลายสัปดาห์  ซึ่งมุมมองในกรณีนี้คือ ตราบเท่าที่การเจรจาทั้ง 2 ฝ่าย ยังไม่บรรลุผล การรีบาวน์ของตลาดหุ้นจะไม่มีเสถียรภาพ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมทั้งไทยอาจมีการถูกขายทำกำไรระยะสั้นก่อนที่จะมีแรลลี่ในช่วงต่อมา เหมือนเหตุการณ์เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว

“ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง จากระดับเกือบ 1,800 ในเดือนพฤษภาคม 2561 มาสู่ระดับ 1,586 ในเดือนมิถุนายน 2561 หรือลดลงกว่า 200 จุดใน 1 เดือน และหลังจากนั้น ตลาดหุ้นไทยได้มีการ Rally มากกว่า 100 จุดในเดือนกรกฎาคม แต่ปีนี้คาดว่าระดับของการปรับลงของตลาดหุ้นไทย อาจไม่มากเท่าใดนัก เนื่องจากนโยบายการเงินของธนาคารต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางมีท่าทีที่จะลดอัตราดอกเบี้ย”

หากเกิดกรณีนี้ กลุ่มที่จะน่าสนใจคือกลุ่มที่เป็น การบริโภคภายใน แต่นักเก็งกำไรอาจจะซื้อกลุ่ม Cyclical เมื่อราคาอ่อนตัวอย่างมาก เพื่อหวังผลของการ รีบาวน์แรง ถ้าทั้ง 2 ฝ่ายเจรจาได้สำเร็จ

ส่วน กรณีที่ 2 โอกาส 20% คือการสู่สงครามการค้าที่สมบูรณ์แบบหรือ Full Trade War จุดที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายไปอีก คือการที่สหรัฐอาจจะเพิ่มจำนวนสินค้าอีกจำนวน 3.25 แสนล้านเหรียญ จากสินค้านำเข้าจากจีนบนฐานภาษี 25% นอกเหนือจากสินค้าจำนวน 2 แสนล้านเหรียญก่อนหน้านี้ และอาจนำไปสู่การเก็บภาษี 25% บนสินค้ากลุ่มยานยนต์ทั่วโลกนอกเหนือจากประเทศจีน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น สงครามการค้าชนิด Full Trade War จะนำไปสู่สถานการณ์ที่แพ้ทั้งคู่

อย่างไรก็ดีมองว่า ทรัมป์อาจจะต้องการกระตุ้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ออกมาตรการการเชิงป้องกันไว้ก่อน ด้วยการลดดอกเบี้ยนโยบายภายในปลายปีนี้ โดยมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจถดถอยเป็นตัวประกัน สถานการณ์นี้จะเป็นผลดี

แต่ถ้าการพัฒนาของสงครามทางการค้า ถูกพัฒนาถึงขั้น Full Trade War เศรษฐกิจโลกจะสุ่มเสี่ยงเข้าสู่ภาวะ Recession ในปี 2020 ค่าเงิน หยวนของงจีนจะอ่อนลง แต่ค่าเงินดอลลาร์ จะไม่แข็งค่าขึ้น ค่าเงินเยนญี่ปุ่นจะแข็งค่าขึ้น และกลายเป็น Safe haven currency ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างมาก คาดว่าจีนจะออกมาตรการเศรษฐกิจชุดใหญ่ รวมทั้งมาตรการให้พักชำระภาษีชั่วคราว รวมทั้งมาตรการอุดหนุนทางภาษี จีนอาจออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย มุมมองคือ หุ้นที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวหรือหุ้นที่มีค่าอัลฟ่าสูง และหุ้นที่ Turnaround จะ Outperform

ด้าน นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด(มหาชน)  เปิดเผย ตลาดหุ้นไทยยังจะต้องเจอกับสงครามการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เเต่ประเมินว่าจะได้รับผลกระทบไม่มาก ซึ่งจะกระทบในช่วงปี 2562 – 2563 ขณะที่เป้าหมายดัชนี้ปีนี้ยังมองว่าจะอยู่ที่ 1,750 จุด เเละคาดว่าจะมี Downsideที่ 1,500 จุด ในปีนี้ บนค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี  เเละ P/E 13.2 เท่า เนื่องจากมองว่านักลงทุนต่างชาติได้ทยอยขายหุ้นไทยไปเยอะเเล้ว รวมถึงภาครัฐก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในแนวทางต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ความน่าสนใจของตลาดหุ้นเกิดใหม่ คือเปอร์เซ็นต์ของ Market Cap ตลาดหุ้นเกิดใหม่ ยังเล็กมาก เมื่อเทียบกับขนาด GDP ของโลก ซึ่งมองว่าจะเป็นโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยจะเติบโตได้มากกว่านี้ในระยะถัดไป

***แนะนำหุ้นรายตัว

ด้านการลงทุนในช่วงสถานการณ์ที่เกิดสงครามการค้า ทางหลักทรัพย์กสิกรไทยมองว่า หุ้นที่น่าลงทุนในช่วงนี้ได้เเก่ หุ้นในกลุ่มค้าปลีก ได้แก่ CPALL-HMPRO -BJC- MEGA ซึ่งมองว่าหุ้นกลุ่มนี้ จะไม่ได้รับผลกระทบจากอีคอมเมิร์ซ แต่ไม่รวมกลุ่มค้าปลีกที่ขายสินค้าแฟชั่น ประเภท ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เพราะมองว่าอีคอมเมิร์ซเข้ามาทดแทนได้ค่อนข้างรวดเร็ว ,

กลุ่มโรงเเรมเเละท่องเที่ยว ได้แก่ AOT-MINT-CENTEL-ERW ซึ่งที่ผ่านมาเหตุผลที่ราคาปรับตัวลดลง เป็นสาเหตุของสงครามการค้า รวมถึงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง เเต่เรายังมองว่าศักยภาพของประเทศด้านการท่องเที่ยวยังถือว่าอยู่ในระดับที่สูง เเละ หากมีการเพิ่มอาคารที่พักผู้โดยสารแห่งที่ 2 สุวรรณภูมิ ก็จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น เเละจะดีต่อหุ้นในกลุ่มโรงเเรมโดยตรง ดังนั้นจึงแนะนำช่วงที่หุ้นปรับตัวลดลงเข้าซื้อได้

ส่วนหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล ได้เเก่ BDMS-BCH  จะได้รับผลดีโดยตรงจาก สังคมผู้สูงวัย (Aging Society) โดยมองว่าโครงสร้างประชาชนไทยจะมีอายุมากขึ้น แต่สัดส่วนคนอายุมากขึ้นมองว่าจะดีต่อสินทรัพย์เสี่ยง

กลุ่มโรงไฟฟ้า ได้เเก่  BGRIM-GPSC โดยทางฝ่ายมองว่าได้รับประโยชน์จาก EECโดยตรง เพราะจะมีโรงไฟฟ้าในอุตสหกรรมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เเละหุ้นทั้ง 2 ตัวที่เเนะนำมีทั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็กเเละขนาดกลาง (SPP)

กลุ่มไอซีที ได้เเก่ ADVANC ที่จะได้รับผลดีต่อเนื่องเพราะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐาน 4G/5G ที่ยังเติบโตได้อีกในระยะยาว , กลุ่มอาหารและเกษตร ได้เเก่  ยังเป็นธุรกิจหลักของประเทศ มีศักยภาพการเติบโตที่ดี เเละกลุ่มอสังหาฯ ได้เเก่ LH-SPAIL-QH  ซึ่งหากมีราคาที่ปรับลดลง เเนะนำให้ลงทุน

“หุ้นเหล่านี้แม้จะปรับตัวลดลงจากความกังวลภาวะของสงครามการค้าในรอบนี้ แต่น่าสนใจเพราะจะเป็นหุ้นที่กลับมีการเติบในรอบใหม่ จากปัจจัยบวกระยะยาว ทั้ง การเกิดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)  เอจจิ้งโซไซตี้ (Aging Society) และความน่าสนใจของตลาดหุ้นเกิดใหม่ รวมถึงขั้วมหาอำนาจเปลี่ยน เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะมีนิวไฮเกิดขึ้น ส่วนธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากการถูก Disruption ในประเทศไทย ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก, ธุรกิจธนาคาร, ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์, ธุรกิจพลังงาน, ธุรกิจยานยนต์, ธุรกิจอิเลคทรอนิกส์”