RATCHส่งซิกQ2รับทรัพย์เบิกไพรโคเจนเนอเรชั่น

ทันหุ้น -RATCH แจกข่าวดีจ่อรับทรัพย์โกยเงินส่วนแบ่งกำไร จากโครงการโรงไฟฟ้าเบิกไพรโคเจนเนอเรชั่น ในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมเดินหน้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้า ธุรกิจพลังงาน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สร้างมูลค่ากิจการให้ถึง 200,000 ล้านบาท หรือ 10,000 เมกะวัตต์ ในปี 2566

นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม จำนวน 11,230.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าราชบุรี โรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี้ และบริษัท ราช-ออสเตรเลีย คอร์ปอเรชั่น จำนวน 9,245.06 ล้านบาท (คิดเป็น 82.3% ของรายได้รวม) และรายได้จากส่วนแบ่งกำไรของกิจการร่วมทุนจำนวน 1,081.13 ล้านบาท

ซึ่งผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้ยังรักษาการเติบโตของกำไรได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยที่ส่งเสริม คือรายได้จาก    การขายของโรงไฟฟ้าหลัก และส่วนแบ่งกำไรกิจการร่วมทุนที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว อีกทั้งยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

ผลิตไฟฟ้าตามแผน

“บริษัทยังคงให้ความสำคัญในการบริหารจัดการประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้า ให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ครบถ้วนตามสัญญา พร้อมทั้งกำกับติดตามโครงการที่กำลังดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนด ซึ่งในเดือนมิถุนายน ศกนี้ โรงไฟฟ้าเบิกไพรโคเจนเนอเรชั่น กำลังผลิตติดตั้งรวม 99.23 เมกะวัตต์ จะเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมทุนด้วย นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า ธุรกิจพลังงาน และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่ากิจการให้ถึง 200,000 ล้านบาท หรือ 10,000 เมกะวัตต์เทียบเท่าในปี 2566” นายกิจจากล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีความก้าวหน้าในการพัฒนาโครงการต่างๆ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คอลลินสวิลล์ กำลังผลิต 42.5 เมกะวัตต์ ในออสเตรเลียที่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว ความสำเร็จในการจัดหาเงินกู้โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมเรียว กำลังผลิตติดตั้งรวม 275 เมกะวัตต์ในอินโดนีเซีย มูลค่า 222 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 7,104 ล้านบาท) และเงินกู้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมคอลเลกเตอร์ ในออสเตรเลีย มูลค่า 179 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (หรือประมาณ 4,117 ล้านบาท) และโครงการโรงไฟฟ้าเบิกโคเจนเนอเรชั่น กำลังผลิตติดตั้ง 99.23 เมกะวัตต์ ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างทดสอบการเดินเครื่อง โดยมีกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในเดือนมิถุนายน ศกนี้

ส่องเป้าหมาย 68 บาท

สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่าก่อนหน้านี้ EPAC ได้ตกลงให้สัญญา IPP โรงไฟฟ้าก๊าซขนาด 700 MW จำนวน 2 สัญญารวม 1400 MW กับ RATCH ในทางภาคตะวันตก ปัจจุบัน RATCH ถือหุ้นใน Tri-Energy 100% ซึ่งจะหมดอายุในปี 2563 และสัญญาใหม่ 700 MW ทั้ง 2 สัญญาเป็นส่วนหนึ่งของ PDP2018-37 และจะต้องเริ่ม COD ในปี2566-2567  โดยจะต้องรอ NEPC และ ครม. ใหม่ลงนามก่อนจะเซ็น PPA ได้

RATCH เป็นรายใหญ่ในโรงไฟฟ้า IPP มีความพร้อมทั้งที่ดินและความสามารถ แต่ตลาดคาดว่า RATCH จะได้เพียงสัญญาเดียว โดยกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 700 MW คิดเป็นมูลค่าที่เหมาะสม 3 บาท หากใช้ IRR ที่ 15% โดยรวมแล้วจะคิดเป็น NAV เพิ่มขึ้น 6 บาท ซึ่งยังไม่ได้รวมในประมาณการ

อย่างไรก็ดีเนื่องจากการเจรจาเป็นระหว่าง RATCH, EGAT และรัฐบาล ซึ่งไม่ได้มีคู่แข่งรายอื่นๆ ในตลาดเข้ามา และค่าไฟคาดว่าจะอิงจากสัญญาเก่า เช่น ของโรงไฟฟ้าขนม และของ GULF และด้วยการเป็นผู้ผลิตรายเดียวในภาคตะวันตก ทำให้ RATCH มีความสามารถในการต่อรอง และมองว่า RATCH จะใช้เวลาในการก่อสร้างสั้นกว่ารายอื่น เนื่องจากความพร้อมที่มากกว่าและมีความประหยัดต่อขนาดที่เพิ่มขึ้น แนะนำ “ซื้อ”มูลค่าเหมาะสม 68 บาท