TUรับผลบวกเทรดวอร์ จ่อโกยออเดอร์สหรัฐ

ทันหุ้นTU รับชัดเจน สงครามการค้าหนุนยอดขาย หลังสหรัฐหาแหล่งสินค้าใหม่ แต่ปรับเป้ารายได้เงินบาทโตช่วง 3-5หลังเงินยูโรอ่อนค่า ยืนยันอัตรากำไรขั้นต้นยังสูง 15 ได้ ด้านธุรกิจน้ำมันปลาเริ่มมีกำไร พร้อมเดินหน้าศึกษาซื้อกิจการต่อเนื่อง  ด้านโบรกปลื้มมาร์จิ้นดีปรับเพิ่มเป้าเป็น 23.50 บาท

นายบัลลังก์ ไวยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์  บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่าบริษัทมีการปรับเป้าหมายยอดขายสกุลเงินบาทปีนี้เป็นเติบโตในช่วง 3-5% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโตที่ 5% เพื่อให้สอดคล้องกับค่าเงินยูโรที่ปรับตัวอ่อนค่า 6-7% ในช่วงไตรมาส 1/2562 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งบริษัทมียอดขายที่เป็นสกุลเงินยูโรกว่า 28% ทำให้อาจจะกระทบยอดขายที่เป็นสกุลเงินบาทบ้าง แม้ยอดขายโดยรวมอาจจะดูไม่ได้เติบโตสูงมากนัก แต่บริษัทก็พยายามทำอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้เพิ่มขึ้นได้ในช่วงที่ผ่าน และคาดว่าปีนี้จะรักษาระดับที่ได้ 15% จากการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

*ศึกษาซื้อกิจการ

ส่วนธุรกิจน้ำมันปลาคาดว่าจะเริ่มทำกำไรได้ในปลายปีนี้ โดยธุรกิจดังกล่าวได้รับความสนใจจากลูกค้าจำนวนมาก ทำให้การเติบโตมีต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทยังเดินหน้าในการเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่บริษัท ยังยังคงดำเนินการเจรจาเข้าซื้อกิจการที่บริษัทมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งธุรกิจทูน่า ธุรกิจกุ้ง โดยจะพิจารณารูปแบบให้เกิดการ Synergy กันมากที่สุด

ส่วนเงินลงทุนบริษัทยังมีความสามารถในการกู้ยืมเงินอีก โดยปัจจุบันอัตราหนี้สินต่อทุนที่ 1.36 เท่า จะรักษาให้ไม่เกินระดับ 2 เท่า ขณะที่งบลงทุนรวมปีนี้อยู่ที่ 4.8 พันล้านบาท โดยใช้ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ซ่อมบำรุงโรงงานและซื้อเครื่องจักรใหม่ ซึ่งเป็นงบลงทุนปกติ

*รอรับออเดอร์สหรัฐ

ขณะที่ปัจจัยสงครามการค้าของสหรัฐฯและจีน จะส่งผลดีต่อตลาดอาหารทะเลเนื่องจากคาดว่าทางซัพพลายเออร์จากสหรัฐฯจะต้องการสินค้าเพิ่มจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่จีน  ซึ่งทำให้เป็นโอกาสที่ตลาดอื่นๆ รวมทั้งประเทศไทย จะซัพพลายสินค้าให้สหรัฐฯ แต่ทั้งนี้บริษัทให้การสนับสนุนของการค้าเสรี หรือ Free Trade มากกว่า การทำสงครามการค้า เพราะสุดท้ายจะไม่มีใครได้ประโยชน์

สำหรับการนำ บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด หรือ TFM ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์น้ำ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทเตรียมจะยื่นแบบแสดงคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เร็วๆ นี้ โดย TU จะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงเหลือ 51% จากปัจจุบันอยู่ที่ 66.9%

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เป้าหมายใหม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับ TU เนื่องจากยอดขายในไตรมาส 1/2562 ที่ออกมาทรงตัว ทั้งนี้ยังคงสมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยมสำหรับอัตราการเติบโตของยอดขายที่ 1.2% ในปี 2562 แต่ปรับขึ้นอัตรากำไรขั้นต้นจากสำหรับปี 2562 จาก 14.1% ไปเป็น 14.8% ส่งผลให้ประมาณการกำไรหลักของสำหรับปี 2562 ปรับเพิ่มขึ้นอีก 13% อยู่ที่ 5.39 พันล้านบาท ราคาเป้าหมายอิงกับวิธี PEG ปรับเพิ่มขึ้นอีก 4% ไปอยู่ที่ 23.5 บาท ทั้งนี้ได้คำนวณค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองผลประโยชน์พนักงานเพิ่มอีก 100 วันเข้าไปในประมาณการกำไรสุทธิไตรมาส 2/2562 แล้ว เชื่อว่าอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มสูงกว่า 15% ในช่วงไตรมาส 2-3/2562 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นตามปัจจัยด้านฤดูกาล คาดกำไรหลักไตรมาส 2/2562 ที่ 1.27 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 15% จากไตรมาสก่อนหน้า

โดยอัพไซด์ของ TU จะมาจากออเดอร์ที่จะไหลมาจากประเทศสหรัฐฯ ถ้าหากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนไม่สามารถเจรจาได้อย่างสำเร็จลุล่วง รวมไปถึงการรับรู้รายได้น้ำมันปลาทูน่าเข้ามาเต็มปีในปีนี้ และการรุกเจาะตลาดในประเทศจีนอย่างจริงจังจะเริ่มส่งผลให้เห็นอัตราการเติบโตรายได้ในประเทศจีนเพิ่มสูงขึ้น แนะนำ “ซื้อ” จากอัตรากำไรขั้นต้นที่จะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2562  ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 23.50 บาท