ข่าวร้าย ข่าวดี ที่ต้องประเมินในการลงทุน

ความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทย ตอนนี้คงหนีไม่พ้นปัจจัยต่างประเทศ จากความกังวลเรื่องสงครามการค้าสหรัฐฯกับจีน ที่ทำท่าจะยืดเยื้อบานปลายหาบทสรุปไม่เจอ หลังล่าสุด ทางการจีนตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการประกาศเก็บสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯเป็น 25% มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลล่าร์ จะมีผลในวันที่ 1 มิ.ย. นี้ แม้จะเป็นเรื่องที่คาดกันเอาไว้แล้ว แต่ก็ส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาตลาดหุ้นพากันดิ่งลงทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นบ้านเรายังโชคดีหน่อย ที่มีประเด็น MSCI เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย โดยจะเริ่มช่วงปลายเดือนนี้ และคาดว่าจะมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าหลายหมื่นล้านบาทเข้ามาช่วยหนุนดัชนี อีกทั้งพัฒนาการทางการเมืองเริ่มชัดเจนมากขึ้น ล่าสุดมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า สว. เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ก็จะเห็นรูปร่างรัฐบาลชัดเจนกันเสียที

ภาพที่เห็นตอนนี้นักลงทุนมือใหญ่ต่างชาติยังคงเททุบขายหุ้นทิ้งกันแบบไม่สนใจพื้นฐานของหุ้นกันเลยทีเดียว ไม่ว่าหุ้นนั้นจะมีพื้นฐานที่ยอดเยี่ยม มีราคาที่ถูกและแถมมีปันผลตอบแทนที่งดงามก็ตาม รวมถึงกองทุนเองก็เริ่มที่จะมีการผองถ่ายขายหุ้นออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเป็นฝ่ายซื้อเก็บหุ้นไทยเรามาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้านี้ก็ตาม

แรงเทขายหุ้นที่เกิดขึ้นในปริมาณมากและต่อเนื่องทำให้ทิศทางของตลาดเริ่มดูทรงไม่สวย สิ่งที่เห็นได้และกำลังเป็นไปต่อตลาดหุ้นไทยเรา จากการที่ดัชนีมีการอ่อนย่อลงต่อเนื่องในช่วงนี้นั้น สิ่งสำคัญที่นักลงทุนอย่างเราต้องพึงตระหนัก และมีความหนักแน่น ต้องไม่จิตตกไปตามภาวะอารมณ์ของตลาด แต่ไม่ใช่การสวนสู้แต่อย่างใด เพียงแต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นเรื่องยากแต่เป็นสิ่งที่นักลงทุนอย่างเราต้องทำหรือปฎิบัติให้สามารถผ่านเหตุการณ์นี้ไปให้ได้ ถึงแม้จะบอบช้ำบ้างก็ตาม

ภาวะตลาดที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้นยังคงมีความเสี่ยงอยู่มาก จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของเราให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเบาพอร์ตลงเพื่อความคล่องตัวที่มากขึ้น ขายทำกำไรหุ้นที่ยังมีกำไรออกไปบ้างบางส่วน หรือแม้แต่จะต้องยอมขาดทุนบ้างก็ตาม เพื่อถือเงินสดไว้เป็นส่วนใหญ่น่าจะเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมที่สุดครับ ในเมื่อน้ำยังขุ่นยังมีคลื่นกวนให้เรายังมองเห็นภาพที่ยังไม่ชัดเจน ก็ไม่ควรที่จะรีบเร่งกระโดดหรือเข้าไปพัวพันด้วย สู้ถอยออกมาอดทนรอคอยดูความชัดเจนก่อนก็ไม่สายครับ

นอกจากการบริหารพอร์ตให้เหมาะสมแล้ว เราต้องไม่อยู่นิ่งเฝ้าดูเพียงอย่างเดียว ช่วงนี้ถือเป็นช่วงที่เหมาะที่เราจะเลือกเฟ้นหาหุ้นเป้าหมายแล้วทำการบ้าน ศึกษาประเมินหุ้นนั้นๆให้ได้อย่างรู้ลึกรู้จริง เมื่อใดที่ตลาดพร้อมกลับมาเดินหน้าไปต่อ เราก็จะมีความพร้อมที่ได้เปรียบและเก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากหุ้นเป้าหมายของเราได้อย่างงดงามเลยทีเดียว

ดังนั้นนักลงทุน ต้องพิจารณา แยกแยะ ไตร่ตรอง เหตุการณ์ และข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา อย่างมีสติ มีสมาธิอย่างดี ด้วยข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ได้รับมาในปัจจุบันนี้ค่อนข้างรวดเร็ว ในส่วนของการคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ บทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ข้อมูลเหล่านี้ล้วนเป็นการคาดเดา ในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเราจะเอามาใช้ประกอบการตัดสินใจได้เหมือนกัน แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือของบทวิเคราะห์นั้นๆ ด้วยและหากเราสามารถวิเคราะห์ได้บนบทวิเคราะห์ที่มีเหล่านั้นก็ยิ่งทำให้การคาดการณ์นั้นมีความแม่นยำยิ่งขึ้นครับ

สำหรับการลงทุนที่แท้จริง ที่จะทำให้การลงทุนของเราประสบความสำเร็จนั้น นักลงทุนจำเป็นต้องประเมินรู้ถึงข้อมูลที่ได้รับมาเหล่านั้น เป็นข้อมูลแบบไหน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาด หรือกระทบต่อเฉพาะรายตัวหุ้น หรือเป็นเพียงข่าวลือ ข่าวสร้างขึ้นมาไม่ได้มีผลกระทบต่อพื้นฐานของกิจการเลย หากประเมินได้อาจจะเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะได้ซื้อของดีราคาถูกก็ได้ครับ รวมถึงหากหุ้นที่เราถืออยู่และพิจารณา ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วถึงเหตุการณ์ หรือข่าวสารที่มีเข้ามาไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆต่อพื้นฐานของหุ้นที่ถืออยู่ แต่ราคากลับลดลง ก็อาจจะเป็นจุดที่น่าสนใจจะซื้อเพิ่มเก็บเข้าพอร์ตได้ก็ไม่ว่ากันครับ

สรุปแล้วในภาวะของตลาดในตอนนี้ เมื่อได้รับข้อมูล ข่าวสารมาแล้ว ต้องมีการประเมิน วิเคราะห์ พิจารณาอย่างรอบคอบตลอดจนวางแผนการลงทุนเตรียมพร้อมเอาไว้อย่างดี และขอให้นักลงทุนทุกท่านลงทุนกันด้วยความมีสติ อย่าได้ตื่นตระหนกตกใจ กับข่าวสารที่ได้รับ อดทนรอคอยจังหวะและโอกาสที่จะมีเข้ามาให้การลงทุนของทุกท่านประสบความสำเร็จครับ สุดท้ายแล้วตลาดหุ้นก็ต้องเดินไปสู่ จุดที่ควรจะเป็น เพียงแต่เราต้องรู้จักอดทนรอคอยโอกาสและพร้อมที่จะคว้ามันเอาไว้ให้ได้ก็เท่านั้นเองครับ