ธุรกิจประกันชีวิตโค้งแรกโตติดลบ8% จับตามาร์เก็ตคอนดัคท์กระทบ

ธุรกิจประกันชีวิตเข้าสู่โหมดปรับตัว หลังไตรมาสแรกธุรกิจเติบโตติดลบ 8% ทางด้านผู้บริหาร โตเกียวมารีน ประกันชีวิต คาดมาจากผลกระทบเรื่องมาร์เก็ตคอนดัคท์ที่เข้ามาคุมเข้ม มองผลกระทบยาว ราวๆ 5ปี ชี้ภาคธุรกิจต้องปรับตัว 

นายสมโพชน์ เกียรติไกรวัล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตเกียวมารีน ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจประกันชีวิตช่วงไตรมาสแรกปี 2562 เมื่อเทียบกับปี 2561 มีอัตราการเติบโตที่ติดลบราว 8% จากเบี้ยทุกส่วน และที่น่าสนใจคือเมื่อรวมเบี้ยปีแรก (First Year Premium: FYP) เข้ากับเบี้ยต่ออายุ (Renewal Premium) แล้วอัตราการเติบโตยังคงติดลบซึ่งในมุมมองนี้คาดว่าเป็นผลมาจากการปรับตัวของธุรกิจประกันชีวิตในเกณฑ์การกำกับดูแลให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม หรือ มาร์เก็ตคอนดัคท์ (Market conduct)

 “ที่ผ่านมาแม้เบี้ยปีแรกจะติดลบแต่เมื่อบวกรวมกับเบี้ยต่ออายุแล้ว ธุรกิจประกันชีวิตยังสะท้อนภาพการเติบโตแดนบวกได้ต่อเนื่อง หากแต่ต้นปีนี้ในช่วง 3 เดือนแรกนี้ ตัวเลขเบี้ยประกันลดลงทุกส่วน โดยเฉพาะในส่วนของเบี้ยต่ออายุที่สะท้อนถึงความต่อเนื่องในการจ่ายเบี้ยประกัน และเป็นตัววัดสำคัญของธุรกิจประกันว่าตัวแทนนำเสนอสินค้าและแบบประกันได้ตรงกับความเข้าใจลูกค้าหรือไม่ และหากไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการจะเกิดการเวนคืนกรมธรรม์ก่อนครบสัญญา”

ทั้งนี้ ตั้งแต่ มกราคม-มีนาคม 2562 เบี้ยปีแรก (FYP) อยู่ที่ 23,466.5 ล้านบาท ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปี 61 ซึ่งอยู่ที่ 24,521.3 ล้านบาท เบี้ยต่ออายุอยู่ที่110,126 ล้านบาท ลดลง 5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 61ซึ่งอยู่ที่ 116,403.7 เบี้ยประกันภัยจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) 14,927.8 ล้านบาท ลดลง 31% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 31,748.7 ล้านบาท และเบี้ยรับรวม (Total Premium) อยู่ที่ 148,110.8 ล้านบาท ลดลงราว 8% จากช่วงเดียวกันของปีที่ซึ่งมีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 162,673.8 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามปัจจัยของเบี้ยประกันต่ออายุที่ลดลงอาจเกิดจากความสามารถในการชำระเบี้ยของผู้เอาประกันด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจมีสาเหตุหลากหลาย ตั้งแต่ไม่ได้ประเมินความสามารถในการชำระเบี้ยในระยะยาว การเข้าใจเงื่อไข หรือได้แบบประกันไม่ตรงตามความต้องการ จึงนำไปสู่การบกเลิกสัญญาประกันภัยเป็นต้น

ขณะที่ นายสมโพชน์ ให้มุมมองความเห็นส่วนตัวว่า ธุรกิจประกันชีวิตกำลังปรับตัวจาก เกณฑ์มาร์เก็ตคอนดัคท์ที่เข้ามาเพิ่มความเข้มงวดในการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้กับลูกค้า โดยเฉพาะในแบบประกันภัยที่มีความซับซ้อนสูงอย่างยูนิตลิงค์ ซึ่งที่ผ่านมายังมีความกังวลในเรื่องของความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการให้ผลตอบแทน

“ในส่วนของหน่วยงานกำกับธุรกิจประกันภัย อย่าง คปภ. ล่าสุดก็มีการกำหนดข้อความโฆษณาประชาสัมพันธ์ไว้บนแผ่นผับ ในส่วนของสินค้ายูนิตลิงก์ จะเขียนผลตอบแทนเกิน 5%ไม่ได้ และผลตอบแทนในส่วนของขาลงทุนในกองทุนก็มีโอกาสติดลบได้เช่นกัน”

นายสมโพชน์ กล่าวต่อไปอีกว่า รวมถึง บริษัทประกันชีวิตก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวแทนฝ่ายขายด้วย และที่สำคัญต้องทำความเข้าใจกับลูกค้าในสินค้าที่มีความซับซ้อน เช่นแบบประกันชีวิตที่มีเงินปันผล ซึ่งปันผลที่ได้จะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทนั้นๆ และในปัจจุบันผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ได้สูงแบบ 10-20ปีที่แล้ว ซึ่งแค่ฝากเงินก็ให้ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยสูงกว่า 10% แล้ว ดังนั้น ด้วยเงื่อนไข ปัจจัย สภาพแวดล้อมเช่นนี้ก็ต้องสร้างวามเข้าใจกับลูกค้าให้ชัดเจน ส่วนประเมินผลกระทบจาก มาร์เก็ตคอนดัคท์ น่าจะส่งผลต่อไปอีกราว 5 ปี ซึ่งภาคธุรกิจประกันภัยจะต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์

รายงาน : อรุณ พงษ์พิชิต
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com