SAMARTลั่นพลิกกำไร รายได้ทะยาน2หมื่นล.

ทันหุ้น—กลุ่มSAMART  มั่นใจรายได้ปีนี้แตะ 2 หมื่นล้านบาท ผลงานพลิกมีกำไร หลังบริษัทในเครืองานเข้าพรึบ SDC ถึงเวลาฟื้น จ่อรับงานกระทรวงมหาดไทย คาดเซ็นสัญญาในตุลาคมนี้  ผู้ถือหุ้นไฟเขียวจ่ายปันผล 0.10 บาท

นายวัฒน์ชัย  วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAMART เปิดเผยว่า กลุ่มสามารถจะสามารถสร้างรายได้รวมถึง 2 หมื่นล้านบาทปีนี้ หลังจากปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ 12,292 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตมากกว่า 60% และมีโอกาสที่จะพลิกกลับมามีกำไรครั้งแรกในรอบ 2 ปี โดยปีก่อนผลประกอบการขาดทุนราว 1,075 ล้านบาท

สำหรับสาเหตุการเติบโตสูงนั้นเนื่องจากธุรกิจในเครือมีการรับงานเข้ามาอย่างต่อเนื่องทุกบริษัท ทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้แก่ บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) หรือSAMTEL ,บริษัท สามารถ ดิจิตอล จำกัด (มหาชน)หรือSDC และบริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ จำกัด (มหาชน)หรือOTO และยังมีบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

*ผลงานเติบโตต่อเนื่อง

สำหรับสายงานธุรกิจ ICT Solution ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท สามารถ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ SAMTEL ปัจจุบันมีงานในมือ (Backlog) ราว 7,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้เป็นรายได้ส่วนใหญ่ในปีนี้ และยังมีโอกาสเข้ารับงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 1/2562 บริษัทได้รับงานมาแล้วกว่า 1 พันล้านบาท และในเดือนพฤษภาคมนี้ จะเซ็นสัญญารับงานระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ของการไฟฟ้าภูมิภาค มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

ส่วน บริษัทสามารถ ดิจิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SDC จะเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนและน่าจะเห็นตัวเลขงบการเงินกลับมาเป็นบวกได้ หลังจากขาดทุนมาต่อเนื่อง 3 ปี โดยบริษัทได้มีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ i-mobile หมดแล้ว ขณะเดียวกันได้มีการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ และมีการให้บริการการสื่อสารผ่าน Digital Trunked Radio System (DTRS) ซึ่งนับว่าเป็นการปรับกลยุทธ์ที่ถูกทางและลูกค้าหน่วยงานราชการมีความสนใจ

อย่างไรก็ตามปีนี้บริษัทเตรียมเข้ารับงานหอกระจายข่าวของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นงานงานต่อเนื่องจากการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติโครงการสร้างการรับรู้สู่ชุมชน วงเงิน 8.70 พันล้านบาท ผูกพันปีงบประมาณ 2563 โดยคาดว่าจะได้เซ็นสัญญาโครงการและเริ่มต้นโครงการในเดือนตุลาคม ปี 2563 และคาดว่าจะติดตั้งหอกระจายข่าวแล้วเสร็จมีนาคม 2563

นอกจากนี้ยังมีงานจากองค์กรอื่นๆ  เช่น กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ,การนิคมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ทำให้คาดว่าจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

*รับงานสายไฟฟ้าลงดิน

ขณะที่ บริษัท วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) ยังเน้นลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก ส่วนภาคเอกชนมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธนาคารและกลุ่มธุรกิจประกัน โดยวาง 2 แนวรุก เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ คือ New Service มุ่งพัฒนาสินค้า และบริการด้านธุรกิจคอลล์เซ็นเตอร์ที่เป็น digital services อย่างต่อเนื่อง

เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภค เช่น การให้บริการ Voice AI , การนํา Chatbot มาให้บริการสอบถามข้อมูลผ่านช่องทาง Line Connect, facebookและ website ที่ช่วยลดระยะเวลา และค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้า New Market โดยการร่วมมือกับ partner อย่างเป็นทางการกับ LINE

นอกจากนี้ยังมีบริษัทในเครืออื่นอย่างบริษัท สามารถยู ทรานส์  จำกัด ที่มีการรับงานต่อเนื่อง รวมไปถึงธุรกิจทางด้าน Underground Cable ที่มีการรับงานสายไฟฟ้าลงดินคาดว่าจะมีงานเพิ่มขึ้นจากนโยบายของภาครัฐ ซึ่งธุรกิจดังกล่าวก็มีการแข่งขันสูงมาร์จิ้นอาจจะไม่สูงมากนัก โดยปีที่ผ่านได้มีการเซ็นสัญญาไป  2 โครงการ ขณะนี้ได้รับรู้รายได้ไปแล้วบางส่วน จากภาพรวมในกลุ่มบริษัท ทำให้บริษัทเชื่อว่า ธุรกิจของกลุ่มสามาร์ทปีนี้จะดีขึ้นจากปีก่อน

ทั้งนี้แม้  บริษัทจะมีผลขาดทุนสุทธิปี 2561 ตามงบการเงินรวม 1,076 ล้านนบาท และขาดทุน ต่อหุ้น 1.07บาทแต่บริษัทมีกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการจำนวน 2,355 ล้านบาทคิดเป็นกำไร  ต่อหุ้น 2.34บาท โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ในการประชุมคร้ังที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2562 ได้มีมติอนุมัติ ให้จ่ายเงินปันผลสําหรับปี 2561 เป็นเงินหุ้นละ 0.10บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล  4.27% ของกำ ไรสุทธิของบริษัท

โดยผู้ถือหุ้นเห็นสมควร เสนอให้จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 19 มีนาคม 2562 (Record Date) และกำหนดจ่ายในวันที่ 23พฤษภาคม2562 ทั้งนี้ผู้ถือหุ้นได้อนุมัติการจ่ายปันผลเรียบร้อยแล้ว