SAMART

ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบต่อเนื่องที่บริเวณแนวต้านสำคัญ 1675 จุด หลังจากพยายามทะลุผ่านขึ้นไป แต่ยังคงมีแรงขายทำกำไรออกมาต่อเนื่อง ถ้าทะลุผ่านขึ้นไปได้อย่างแข็งแกร่ง จะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1700 และ 1720 จุด โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1655-1660 จุด

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในวันนี้ คือ หุ้น SAMART บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจ 5 สายหลัก คือสายธุรกิจ ICT Solution and Service สายธุรกิจ Digital สายธุรกิจ Call Center สายธุรกิจ Utilities and Transportations และสายธุรกิจ Technology Related Services

สำหรับผลการดำเนินงานปี 2561 ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 12,293 ล้านบาท แต่ขาดทุนสุทธิ 1,076 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 1.07 บาท ขาดทุนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่มีรายได้รวม 13,130 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 945 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 0.94 บาท

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น (SAMART) กล่าวมั่นใจว่า ในปีนี้บริษัทจะสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ จากปีก่อนที่คาดว่าจะมีผลขาดทุนสุทธิ แต่จะอยู่ในระดับลดลงจากปี 60 ที่ขาดทุนสุทธิ 947.96 ล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ปี 62 เติบโตมาที่ 2 หมื่นล้านบาทเติบโต 30-40%จากปีก่อน ซึ่งปีนี้จะเป็นปีแห่งการพลิกฟื้นธุรกิจองค์กร

โดยในส่วนของบมจ.สามารถ ดิจิตอล (SDC) คาดว่าปีนี้จะพลิกฟื้นธุรกิจได้ดีหลังจากปรับโครงสร้างและขยายโอกาสสู่ธุรกิจใหม่ ๆ และตั้งเป้ารายได้ที่ 4 พันล้านบาท และตั้งเป้าให้บริการโครงข่ายวิทยุคมนาคมระบบดิจิทัล ปีนี้ที่ 1 แสน Subscribers โดยเจาะกลุ่มลูกค้าส่วนภาครัฐเป็นหลัก เช่น กระทรวงมหาดไทย, การรถไฟแห่งประเทศไทย, อาสาสมัครป้องกันภัย เป็นต้น จากปัจจุบันที่มีการวางโครงข่ายฯ ดังกล่าวไปแล้วกว่า 60-70%

ขณะที่บมจ.สามารถ เทเลคอม  (SAMTEL) ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 1 หมื่นล้านบาท และมีงานในมือ (Backlog) กว่า 1.4 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นรับรู้ในปีนี้ 1 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจะรับรู้รายได้ในปีถัด ๆ ไป จากการเซ็นสัญญาโครงการต่าง ๆ มากถึง 118 โครงการ เช่น โครงการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกว่า 7 พันล้านบาท โครงการของกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ 6 พันล้านบาท และโครงการของบมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT) กว่า 1.5 พันล้านบาท เป็นต้น ล่าสุดประเดิมด้วยการได้งานโครงการติดตั้งและพัฒนาระบบสารสนเทศธุรกิจหลักหรือ Core Business Process System ให้กับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) มูลค่า 579 ล้านบาท อีกทั้งอยู่ระหว่างเตรียมยื่นประมูลงานใหม่เพิ่มเติมอีก คิดเป็นมูลค่ารวมราว 2 หมื่นล้านบาท คาดหวังได้งานประมาณ 50% เนื่องด้วยบางงานเป็นงานเก่าที่บริษัทได้ดำเนินการอยู่แล้วและมีการต่อสัญญาต่อเนื่อง

ด้านบมจ. วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) เติบโตต่อเนื่อง ในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 1 พันล้านบาท โดยยังเน้นลูกค้าภาครัฐเป็นหลัก ส่วนภาคเอกชนมุ่งเน้นไปที่กลุ่มธนาคารและกลุ่มธุรกิจประกัน โดยวาง 2 แนวรุกเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจคือ New Service มุ่งพัฒนาสินค้าและบริการด้านธุรกิจคอลล์เซ็นเตอร์ที่เป็น digital services อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทได้สัญญาให้บริการวิทยุการบินในประเทศกัมพูชา ซึ่งยังเหลืออายุสัมปทานอีก 21 ปี นอกจากนี้บริษัท เทด้า จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจทำสายส่ง substation เตรียมที่จะเข้าประมูลงาน มูลค่ารวม 2.7 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น งานโครงการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท, การไฟฟ้านครหลวง 1.3 หมื่นล้านบาท และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 3 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดหวังที่จะได้งานประมาณ 15-20%

SAMART มีมูลค่าทางบัญชีล่าสุดอยู่ที่ 3.29 บาท เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ 7.40 บาท คิดเป็นอัตราส่วน Price/Book Value อยู่ที่ 2.22 เท่า