ระทึกผู้ชนะแหลมฉบังวันนี้ PRMมีแววกว่าPTT-GULF

ทันหุ้น – จับตา กทท. ประกาศผู้ชนะโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 วัดกำลัง PRM – EA สู้ PTT-GULF นักวิเคราะห์ประเมินกลุ่ม PRM มีภาษีดีกว่า ย้ำศักยภาพธุรกิจ PTT ยังอิงราคาน้ำมัน เคาะเป้า 56 บาท คาดอัตราปันผลที่ 4.1% ด้าน PRM ปีนี้ธุรกิจสดใสกำไรโต 23% เคาะ “ซื้อ” เป้า 7.70 บาท

ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์รายวันทันหุ้น รายงานว่า วันนี้ (23 เม.ย.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท.จะประกาศรายชื่อกลุ่มผู้ชนะการประมูล การก่อสร้างโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มูลค่าการลงทุนเบื้องต้น 155,834 ล้านบาท โดยมีผู้ยื่นซอง 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ประกอบด้วย บริษัทพีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท.,บริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ China Harbour Engineering Company Limited,  2.กลุ่มกิจการร่วมค้า NPC ประกอบด้วย บริษัท แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด ,บริษัท นทลิน จำกัด ,บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ PRM และบริษัทพีเอชเอส ออแกนิค ฮิลลิ่ง จำกัด

วัดกำลัง

กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ประกอบด้วยบริษัทในเครือ PTT ผนึกกำลังกับพันธมิตรอย่าง  GULF, และ China Harbour ซึ่งต้องยอมรับว่าทั้ง PTT และ GULF มีจุดเด่นในด้านฐานะทางการเงินมีความแข็งแกร่ง และอาศัยความเชี่ยวชาญในการทำงานของพันธมิตร

สำหรับกลุ่ม กลุ่มกิจการร่วมค้า NPC นั้นทั้ง PRM ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขนส่งและจัดเก็บน้ำมันทางเรือ และบริษัทแม่ คือ บริษัท นทลิน จำกัด ต่างมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจการเดินเรือขนส่ง ขณะที่พันธมิตรในประเทศ คือ บริษัท แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA และพันธมิตรต่างประเทศอย่าง China Railway ก็มีความเชี่ยวชาญในด้านการก่อสร้าง และจะเข้ามาช่วยต่อยอดงานที่เกี่ยวข้องกับรถไฟความเร็วสูงเข้ามาในท่าเรือแหลมฉบัง อีกทั้งยังมีพันธมิตรที่เป็นบริษัทบริหารท่าเรือระดับโลกเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งถือว่าศักยภาพของบริษัทมีเพียงพอที่จะแข่งขันกับคู่แข่งได้

นายสิทธิเดช ประเสริฐรุ่งเรือง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวบนหลักการ การยื่นประมูลโครงการขนาดใหญ่ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะพิจารณาจาก ROE หรือ Return On Equity (อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น) และ ROA หรือ Return on Assets (ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์) เป็นมาตรฐาน จากงบการเงินปี 2561 PTT มี ROA ที่ 10.75 และ ROE ที่ 14.13 ขณะที่ PRM มี ROA ที่ 9.05 และ ROE ที่ 14.13 ดังนั้นโดยเบื้องต้น PTT น่าจะเสนอราคาประมูลที่สูงกว่า PRM

“เบื้องต้นหลักการประมูลบริษัทต้องประเมินศักยภาพการทำกำไรของธุรกิจที่จะเข้าประมูล ไม่ให้ต่ำกว่าประมาณการทำกำไรของธุรกิจหลักที่ทำอยู่  แต่ในกรณีที่บริษัทดังกล่าวต้องการกิจการนั้นๆ จริงๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจหลักได้อย่างมีนัยสำคัญ”

PRM ปีนี้กำไรโต 23%

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ ประเมินปัจจัยพื้นฐานของ PRM ปี 2562 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการรับรู้รายได้จาก Big Sea บริษัทเข้าถึงหุ้นในสัดส่วน 70% เต็มปีเป็นปีแรก ประกอบกับกฎข้อบังคับสมาคมเดินเรือ ระหว่างประเทศ (IMO) ที่กำหนดอัตรากำมะถันต่ำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง หนุนความต้องการใช้เรือพร้อมใช้น้ำมันกำมะถันต่ำเพิ่มมากขึ้น

ฝ่ายวิเคราะห์ คาดการณ์รายได้ปกติ (Revenue) ที่ 5,587 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% จาก 4,480 ล้านบาทเมื่อปี 2561  และคาดการณ์กำไรสุทธิที่ 876 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จาก  712 ล้านบาท เมื่อปี 2561 จึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 7.70 บาท ทั้งนี้หากกลุ่ม  NPC เป็นผู้ชนะการประมูล ถือเป็นอัพไซด์ส่วนเพิ่ม ช่วยต่อยอดธุรกิจของบริษัทได้ในระดับหนึ่ง

“มองว่าสัดส่วนการลงทุนของ PRM นั้นมีสัดส่วนเพียง 10% ซึ่งหากประมูลได้ PRM จะมีรายได้จากเงินปันผลตามสัดส่วนเงินลงทุน ซึ่งกว่าจะมีเงินปันผลน่าจะอีกหลายปี ดังนั้นการพิจารณาลงทุนน่าจะมาจากปัจจัยทางธุรกิจที่ปีนี้มีแนวโน้มทำกำไรได้ดีมากกว่า”

PTT เป้า 56 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ทิศทางการเติบโตของกําไร PTT ยังอิงกับราคาน้ํามันดิบในตลาดโลก เนื่องจากจากภาพรวมธุรกิจ  PTT  ที่ยังไม่มีประเด็นใหม่ จึงคงประมาณการกําไรปกติปี 2562 ที่ 115,662  ล้านบาท ลดลง 6.9% จาก 124,256 ล้านบาทเมื่อปี 2561 จากสมมติฐานราคานํ้ามันดิบอ้างอิงดูไบในปี 2562 ที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ลดลงจากปี 2561 ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ถืงแม้คาดกําไรจากธุรกิจผลิตและสํารวจปิโตรเลียมผ่าน PTTEP จะดีขึ้นตามปริมาณขายที่เพิ่มและต้นทุนต่อหน่วยที่ลดลงรวมถึงราคาขายก๊าซฯที่จะปรับตัว แต่จะถูกกดดันจากกําไรของธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ทั้งค่าการกลั่นและ spread ปรับตัวลดลงรับผลกระทบหลักจากสงครามการค้า จึงแนะนํา “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 56 บาท คาดอัตราปันผลที่ 4.1%