“ชัย โสภณพนิช”ฉายภาพเศรษฐกิจ-การลงทุน เปิดแผนงานขับเคลื่อน BKI

“ชัย โสภณพนิช” ประธานใหญ่ BKI นำทีมผู้บริหารเปิดมุมมองเศรษฐกิจการลงทุน พร้อมแผนขับเคลื่อนองค์กรในปี 2562 สู่เป้าหมายการเติบโตสุดท้าท้าย ที่แม้การขยายตัวของเศรษฐกิจชะลอ แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศจากภาครัฐจะหนุนการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมฝากความหวังรัฐบาลใหม่ปูพื้นฐานประเทศแกร่งผ่านการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มฐานราก เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

            ภาพการลงทุนยังคงรอคอยความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อมองในระยะถัดไป “ชัย โสภณพนิช” ประธานใหญ่ กรุงเทพประกันภัย หรือ BKI ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนต่อไปได้ จากคำกล่าวที่ว่า “ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่ เพราะการลงทุนต่อเนื่องในโครงสร้างพื้นฐานประเทศเป็นปัจจัยหนุน ดังนั้นต่อคำถามที่ว่ามีมุมมองการลงทุนในปีนี้อย่างไร เชื่อว่าตลาดหุ้นก็ยังมีความน่าสนใจ ด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงิน”

ประมาณ 2 เดือนถัดจากนี้  ชัย คิดว่าตลาดหุ้นจะน่าสนใจ ส่วนสำคัญเพราะความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ปัจจัยสำคัญกว่าคือ มุมมองที่เป็นบวกต่อการเติบโตของบริษัทในตลาดหุ้นที่คาดว่าผลประกอบการยังคงออกมาดี โดยเฉพาะบริษัทที่มีปันผลสูง ซึ่ง BKI จะสนใจเข้าไปลงทุนแต่คงต้องเลือกจังหวะในช่วงที่หุ้นลงแล้วเข้าไปเก็บ โดยกลุ่มที่น่าสนใจ ยังคงเป็นกลุ่มพลังงาน และอุปโภคบริโภค  

หุ้นจููงใจกว่าเงินฝาก

เมื่อชั่งน้ำหนักแล้วภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศยังคงขยายตัวต่อ ตลาดหุ้นก็น่าจะดีขึ้น ดังนั้น BKI จึงยังคงให้ความสนใจในการลงทุนกับตลาดหุ้นและ โดยผลตอบแทนจากการลงทุนตลาดหุ้นในปีที่ผ่านมาของบริษัทอยู่ที่ราว 3.4% ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ถือว่าดี เมื่อเทียบกับความผัวผวนของตลาดในปีที่ผ่านมา และสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับราว 1.50 บาทต่อปี ก็ถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ

ส่วนมุมมองตลาดหุ้นจะวิ่งกลับไป 1,800 จุด ในปีนี้หรือไม่นั้น ชัย บอกว่า คงต้องให้เวลาอีกสักระยะหนึ่งราว 1-2 ปี  อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของไทยยังคงขยายต่อไปตราบที่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ถ้าจะเกิดความยั่งยืนคงต้องลงทุนกับกลุ่มฐานรากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งจะสร้างการเติบโตแบบยั่งยืน หากต้องใช้เวลาในการลงทุนยาว 3ปี 5 ปี ถึงเห็นผล

การพยุงเศรษฐกิจด้วยการลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ ชัย มองว่า สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที แต่เม็ดเงินของภาครัฐไปไม่ถึงคนไทยฐานราก เพราะแรงงานก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ขณะเดียวกันเจ้าของโครงการก็มักเป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีเงินทุนหนา ไปไม่ถึงผู้ประกอบการระดับSME จึงเป็นที่มาของความเลื่อมล่ำทางสังคมที่ รวยก็รวยมาก จนก็จนลงไปอีก ดังนั้นการมาของรัฐบาลใหม่จึงอยากฝากถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบยั่งยืนด้วย

BKIจะปั้มเบี้ยแตะ2 หมื่นล.

         จากมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนที่เป็นไปในทิศทางดี ในส่วนของ BKI จึงวางเป้าหมายของการเติบโตไว้อย่างท้าทาย ซึ่ง “อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน” ในฐานะกรรมการ และประธานคณะผู้บริหาร บอกว่า ที่มั่นใจว่า BKI จะเติบโตได้ถึง 15% หรือเบี้ยแตะ 20,000 ล้านในปีนี้ และโดยเฉพาตลาดประกันภัยรถยนต์ที่คาดว่าจะโตถึง 20% นั้น ส่วนหนึ่งเพราะการขยายตัวของยอดขายรถใหม่ยังดี แม้จะน้อยกว่าปี 2561 ซึ่งยอดขายอยู่ที่ราง 1.3 ล้านคัน ส่วนปีนี้ คาดว่า 8-9 ล้านคันก็ตาม แต่ยังถือว่ามีงานออกมาให้ BKI เข้าไปรับประกัน

แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ BKI มั่นใจในการเติบโตของประกันภัยรถยนต์ถึง 20% ทั้งที่มีการแข่งขันสูงนั้น อภิสิทธิ์ บอกว่ามาจากการร่นถอยของผู้ประกอบการที่ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงของ อัตราค่าสินไหมทดแทน หรือ ลอสเรโชได้อีก ทำให้ภาคอุตสาหกรรมโดยรวมมีการปรับเบี้ยเพิ่มขึ้น บางรายขยับไปถึง 15% ส่งผลให้อัตราเบี้ยประกันภัยทั้งอุตสาหกรรมอยู่ในระดับเดียวกัน เมื่อความแตกต่างของเบี้ยประกันภัยมีไม่มาก ลูกค้าก็ต้องเลือกจากงานบริการ ซึ่ง BKI มั่นใจในเรื่องคุณภาพการให้บริการ

ระบบบริการพร้อม

ซึ่ง BKI มีการนำระบบ AI Motor Claims Contact Center มาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการรับโทรศัพท์จากลูกค้า สามารถสนทนาด้วยน้ำเสียงเสมือนจริง รองรับการบริการได้หลากหลายช่องทาง เช่น การแจ้งอุบัติเหตุเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปให้บริการ เคลม ณ จุดเกิดเหตุ หรือติดต่อสอบถามเรื่องอื่นๆ เช่น การจัดซ่อมรถ การทำประกันภัย โดยระบบจะทำโอนสายให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดูแลลูกค้าต่อได้ทันที ทั้งนี้ คาดว่าจะเริ่มในประมาณไตรมาสที่ 2 ปีนี้

และ BKI ยัง ลงทุนในระบบหลังบ้านเพื่อรองรับการให้บริการเคลมผ่านแอปพลิเคชัน Line โดยใช้ชื่อว่า @bkimotorclaims ที่สามารถแจ้งเคลม และติดต่อเจ้าหน้าที่สินไหมได้ทันที พร้อมทั้ง ส่งรูปภาพรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย และแชร์ตำแหน่งที่อยู่ (Location) ซึ่งเป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุได้

เมื่อลูกค้าแจ้งเปิดเคลมและประสงค์นำรถเข้าจัดซ่อมอู่ในสัญญา บริษัทฯ จะส่งอีเมลแจ้งเตือนให้อู่ซ่อมรถติดต่อลูกค้าในวันรุ่งขึ้น เพื่อนัดหมายคิวก่อนนำรถเข้าอู่ และอู่สามารถวางแผนการซ่อมและจัดหาอะไหล่ไว้ได้ล่วงหน้า เพื่อความรวดเร็วในการจัดซ่อม และลดระยะเวลาในการจอดซ่อมนาน โดยอู่จะเสนอการให้บริการรับ-ส่งรถให้แก่ลูกค้าทราบด้วย ซึ่งเป็นบริการเสริมพิเศษสำหรับลูกค้าของบริษัทฯ

อภิสิทธิ์ บอกว่า BKI ไม่เพียงพัฒนาบริการรองรับการเติบโตในตลาดประกันภัยรถยนต์เท่านั้น หากยังพัฒนาระบบการดำเนินงาน โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการรับประกันภัยมากขึ้น ซึ่งระบบจะสามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงของงานต่างๆจากสถิติข้อมูลที่จัดเก็บไว้ ทำให้สามารถกำหนดราคาเบี้ยประกันได้เหมาะสมกับความเสี่ยง คือเสี่ยงมากต้องเพิ่มเบี้ย และถ้าเสี่ยงน้อยเบี้ยก็จะปรับลง

BKI มีแผนงานที่จะลงทุนในด้านเทคโนโลยีที่จะยกระดับมาตรฐานการให้บริการ โดยกำลังศึกษาการปรับเปลี่ยนระบบรับประกันภัยหลักของบริษัทด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนาเพื่อให้เข้ามาช่วยเสริมการทำงาน การบริหารจัดการข้อมูล รวมทั้งลดต้นทุนในการดำเนินงานของบริษัทลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวเลขการเติบโต และเบี้ยประกันที่ตั้งไว้สูงในปีนี้ แม้จะเป็นความท้าทายให้กับ BKI ก็ตาม แต่ด้วยแรงใจของพนักงานองค์กรที่อยากจะทำอะไรให้กับบริษัทในโอกาสที่ครอบรอบ 72 ปี จึงส่งผลให้แผนงานของกรุงเทพประกันภัยในปีนี้ปักธงไว้ที่ตัวเลขเบี้ยประกันภัย 20,000 ล้านบาท เติบโตถึง 15%    

 

รายงาน : อรุณ พงษ์พิชิต
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com