BGRIM

ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานเคลื่อนไหวในกรอบแคบหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 1675 จุดแล้วถูกขายทำกำไรในระยะสั้น เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของการเข้าซื้อ เนื่องจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 1675 จุดขึ้นไป จะทำให้แนวโน้มของ SET Index มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ 1720 จุด โดยมีแนวรับสำคัญที่ 1655-1660 จุด

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในวันนี้ คือ หุ้น BGRIM บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับผลประกอบการในงวดปี 2561 ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม 37,227 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,863 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.71 บาท กำไรลดลงเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานปี 2560 ที่มีรายได้รวม 31,925 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,127 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.96 บาท

นายนพเดช กรรณสูต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) กล่าวว่า ภายหลังจากที่บริษัทได้ตกลงเข้าซื้อบริษัท โกลว์ เอสพีพี 1 จำกัด มูลค่า 3.3 พันล้านบาทไปแล้วนั้น ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาแผนการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่มาทดแทนของเดิม 2 โรง กำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์/โรง

สำหรับโรงไฟฟ้า SPP1 ที่ได้ซื้อมานั้น มีอายุเหลือ 6 ปี ก่อนที่จะเข้าสู่ Replacement Theme โดยบริษัทจะสามารถรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าดังกล่าวตั้งแต่เดือน เม.ย. 62 ทันที ซึ่งที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าดังกล่าวมีรายได้ปีละ 3 พันล้านบาท และมี EBITDA อยู่ที่ราว 650 ล้านบาท

นอกจากนั้น บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาซื้อกิจการโครงการพลังงานไฟฟ้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานทดแทน และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติรวม 2-3 แห่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ โดยกิจการในต่างประเทศจะเน้นในกลุ่มอาเซียน ขนาดกำลังการผลิตโรงละ 100-300 เมกะวัตต์ และบริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยโครงการในประเทศนั้นบริษัทสนใจลงทุนในโครงการ IPP ที่จะเปิดประมูล และโครงการอื่นๆ ในแผน PDP ฉบับใหม่ ส่วนโครงการในต่างประเทศบริษัทสนใจลงทุนในหลายประเทศ ขนาดกำลังการผลิตราว 800 เมกะวัตต์ เช่น โครงการโรงไฟฟ้าในเกาหลีใต้ อีกทั้งยังสนใจลงทุนโครงการพลังงานลมกำลังการผลิต 100-150 เมกะวัตต์ โดยอยู่ระหว่างการศึกษาด้านเทคนิคและเจรจาสัญญาต่างๆ รวมไปถึงสนใจลงทุนโครงการพลังงานฟอสซิลในมาเลเซีย กำลังการผลิต 200-250 เมกวัตต์ ที่ยังมีโอกาสการเติบโตทั้ง SPP และ IPP โดยยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมกับพันธมิตร

ส่วนการลงทุนอื่นๆที่อยุ่ระหว่างการพิจารณา เช่น การลงทุนโครงกาโซลาร์ฟาร์มในฟิลิปปินส์ กำลังการผลิต 50-200 เมกวัตต์ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปลายปีนี้ โครงการพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามที่มีโอกาสต่อเนื่องจากโครงการที่ดำเนินการอยู่ โครงการพลังงานทดแทนในกัมพูชา กำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ คาดว่ารัฐบาลจะเปิดประมูลในช่วงไตรมาส 3/62 และโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว กำลังการผลิต 350 เมกะวัตต์ ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตร

บริษัทตั้งงบลงทุนในปี 62 ไว้ที่ 1.6-2 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการเดิม 1.4 หมื่นล้านบาท และอีก 6 พันล้านบาทจะใช้สำหรับการลงทุนโครงการใหม่ๆ ขณะเดียวกันบริษัทวางแผนลดต้นทุนการเงินลงเหลือ 4.2-4.4% จากปัจจุบันที่ 4.6% จากทั้งการกู้ยืมเงินจากสถาบันทางการเงินและการออกหุ้นกู้

ด้านรายได้รวมของบริษัทในปี 62 คาดว่าจะเติบโต 15-20% จากการรับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการที่เริ่ม COD ในปี 61 และยังคาดว่าแนวโน้มที่ค่า Ft อาจจะปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดัต่อรายได้และต้นทุนหลัก คือ ก๊าซ ซึ่งจะมีส่วนต่างกำไรเพิ่มขึ้น สนับสนุนให้มาร์จิ้นของบริษัทปรับตัวดีขึ้นด้วย และยังได้มีการลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรในความร่วมมือเกี่ยวกับการปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้มีสมรรถนะความพร้อมและประสิทธิภาพที่สูงขึ้น รวมทั้งจะมีการนำระบบดิจิทัลมาใช้งานเดินเครื่องและบำรุงรักษาในอนาคตอีกด้วย

อีกทั้งในปีนี้ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Nam Che กำลังการผลิตติดตั้ง 15 เมกะวัตต์ ที่คาดว่าจะ COD ได้ในครึ่งแรกของปี 62 และโครงการโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 5 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนด COD สิ้นปี 62 เข้ามาสนับสนุนรายได้ และกำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพิ่มขึ้น ทำให้สิ้นปีนี้บริษัทจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวม 2,896 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะมีโครงการเพิ่มเข้ามาทุกปี โดยกำลังการผลิตจะเติบโตอีก 56% สู่ 3,245 เมกะวัตต์ในปี 68 พร้อมกับการเดินหน้าขยายลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มเพื่อไปสู่เป้าหมายใหญ่ที่ 5,000 เมกะวัตต์

BGRIM มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus เท่ากับ 32.95 บาท โดยมีราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 39.00 บาท และมีราคาเป้าหมายต่ำสุดที่ 24.30 บาท

ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 33.00 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมของราคาหุ้น ก่อนที่จะปรับตัวลดลงค่อนข้างแรงไปทำจุดต่ำสุดที่ 22.50 แล้วสามารถฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้ ทำให้แนวโน้มในระยะสั้นมีความเสี่ยงในการถูกขายทำกำไร โดยมีแนวรับที่ 31.00 เป็นจังหวะในการเข้าซื้อ เพื่อคาดหวังการปรับตัวเพิ่มขึ้นทะลุผ่านแนวต้านที่ 31.00 ไปทดสอบแนวต้านในระยะยาวที่ 40.00 ตามกรอบแนวโน้มขาขึ้น และมีแนวรับสำคัญที่ 27.50-28.00

สนใจบทความย้อนหลัง และเรื่องราวที่น่าสนใจ สามารถหาดูได้ในเพจ เทพ คำนวณ