จับตากลุ่มแบงก์อวดงบQ1 KBANKลุ้นแชมป์กำไรสูงสุด

ทันหุ้น – จับตากลุ่มแบงก์ทยอยแจ้งงบไตรมาส 1/2562 พรุ่งนี้ (18 เม.ย.62) ประเดิมด้วย TISCO-SCB-TMB-CIMBT-LHFG ส่วน KBANK ลุ้นแชมป์มีกำไรสูงสุดที่ 8,772 ล้านบาท โต 24.7% จากไตรมาสก่อน, SCB อันดับ 2 คาดมีกำไร 8,399 ล้านบาท และ SCB อันดับ 3 คาดมีกำไร 8,371 ล้านบาท พร้อมชี้ช่องลงทุน มองเป็นโอกาสสะสมเข้าพอร์ต รับรัฐบาลใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์จะทยอยประกาศผลการดำเนินงาน โดย 4 ธนาคารที่จะประกาศผลการดำเนินงานในวันที่ 18 เมษายน 2562 นี้ ประกอบกด้วย ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO, ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB,  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB, ธนาคาร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG

นางสาวอุษณีย์ ลิ่วรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2562 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 10 แห่งที่ศึกษา โดยคาดมีกำไรอยู่ที่ 4.42 หมื่นล้านบาท ขยายตัวได้ 5.2% จากไตรมาสก่อน แต่ยังลดลง 15.5% จากปีก่อน แม้จะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายเกษียณอายุพนักงานเพิ่มก็ตาม

โดยคาดการณ์ว่า TISCO จะมีกำไรสุทธิที่ 1,634 ล้านบาท ลดลง 5.3% จากไตรมาสก่อน, และลดลง 9.4% จากปีก่อน, TMB จะมีกำไรสุทธิที่ 1,624 ล้านบาท ลดลง 4.5% จากไตรมาสก่อน และลดลง 28.8% จากปีก่อน, SCB จะมีกำไรสุทธิที่ 8,371ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.26% จากไตรมาสก่อน และลดลง 26.3% จากปีก่อน ส่วน LHFG จะมีกำไรสุทธิที่ 714 ล้านบาท ลดลง 5% จากไตรมาสก่อน และลดลง 7.4% จากปีก่อน

*KBANK ลุ้นกำไรสูงสุด

สำหรับธนาคารที่จะประกาศในวันที่ 19 เมษายน 2562 ประกอบด้วยธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK คาดว่าจะมีกำไรสุทธิที่ 8,772 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 18.5% จากปีก่อน, บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP คาดว่าจะมีกำไรสุทธิที่ 1,909 ล้านบาท ลดลง 5.5% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่ม 0.5% จากปีก่อน, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY คาดว่าจะมีกำไรสุทธิที่ 6,076 ล้านบาท ลดลง 0.6% จากไตรมาสก่อน และลดลง 2.2% จากปีก่อน

ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP คาดว่าจะมีกำไรสุทธิที่ 1,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.3% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อน, ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 8,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% จากไตรมาสก่อน, แต่ลดลง 6.7% จากปีก่อน, และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB คาดว่าจะมีกำไรสุทธิที่ 5,206 ล้านบาท ลดลง 15.4% จากไตรมาสก่อน และลดลง 23.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

*ทยอยสะสมเข้าพอร์ต

นางสาวอุษณีย์ กล่าวต่อว่า นักลงทุนต่างรับรู้ผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มแบงก์ จากกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ที่ทำให้บริษัทต้องกันสำรองผลประโยชน์สำหรับพนักงานที่มีอายุงานเกิน 20 ปี รวมถึงค่าใช้จ่ายการลงทุนระบบไอทีที่อยู่ในระดับสูงไปแล้ว แต่อาจจะเกิด Sell on Fact ได้หากกำไรสุทธิเป็นไปตามที่ฝ่ายวิเคราะห์ประมาณการ

อย่างไรก็ตาม แนะนำหากราคาหุ้นอ่อนลงถือเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นกลุ่มแบงก์ เพราะราคาหุ้นได้ปรับฐานไปมากแล้ว โดยปัจจัยหนุนศักยภาพการทำกำไรของกลุ่ม คือภาวะอัตราดอกเบี้ยในประเทศระดับปัจจุบัน ถือว่าช่วยสนับสนุนการเติบโตสินเชื่อและกำไรได้ดี หากเศรษฐกิจในประเทศกลับมาฟื้นตัวภายหลังการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ชัดเจน หุ้นกลุ่มแบงก์พร้อมที่จะกลับมา Outperform ได้ทันที

และมีโอกาสสูงที่ฝ่ายวิจัยจะปรับเพิ่มประมาณการเป้าสินเชื่อรวมใหม่โดยเลือก Top pick คือ BBL ราคาเหมาะสมที่ 208 บาท คาดอัตราเงินปันผลที่ 3.8%, KBANK ราคาเหมาะสมที่ 192.50 บาท คาดอัตราเงินปันผลที่ 2.2%  และแนะนำ “ซื้อ” BAY ราคาเหมาะสมที่ 37 บาทคาดอัตราเงินปันผลที่ 3.1%, “ซื้อ” TCAP ราคาเหมาะสมที่ 55 บาท อัตราเงินปันผลที่ 4.5%, “ซื้อ” KKP ราคาเหมาะสมที่ 69.75 บาทอัตราเงินปันผลที่ 7.5% และ “ซื้อ” LHFG ราคาเหมาะสมที่ 1.47 บาท คาดอัตราเงินปันผลที่ 3.3%