หุ้นแรลลี่หลังสงกรานต์ เก็งรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทันหุ้น-ตลาดหุ้นไทยมีสิทธิวิ่งหลังสงกรานต์ หวังการเมืองชัด ขณะที่รัฐจ่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งท่องเที่ยว และมาตรการช้อปคืนแวต ด้านกูรูฟันด์โฟลว์มองเม็ดเงินไหลเข้าไทย เปิดโพยหุ้นน่าช็อป  กลุ่มหุ้นใหญ่ GPSC , KBANK , GULF , BJC  กลุ่มราคาขึ้นไม่มาก  STA , THANI, ORI , KCE , ปันผลสูง  BBL, TOP, QH

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เคทีบี (ประเทศไทย) ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทย หลังผ่านช่วงวันหยุดยาว จะมีความคึกคักมากขึ้น เนื่องจาก ทิศทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คาดจะมีความคืบหน้า การตั้งรัฐบาลชุดใหม่ยังมีแนวโน้มที่พรรคพลังประชารัฐจะได้เป็นแกนนำ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นเดินหน้าต่อไปได้  สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องจับตา คือ ความคืบหน้าในการเจรจาการค้า ราคาน้ำมันดิบ ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศสำคัญๆ โดยเฉพาะจีน ที่จะมีรายงาน GDP ตัวแปรเหล่านี้คาดจะเป็นตัวหนุนตลาดหุ้นไทย

ขณะเดียวกันมองว่า รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังสงกรานต์  หลังจาก 3 ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย คือ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยว และการขยายตัวของการส่งออก มีสัญญาณชะลอตัวลง

ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่คาดจะมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นจะดำเนินงาน มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ประกอบด้วย การเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า VoA ต่ออีก 6เดือน , มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ , กระตุ้นนักท่องเที่ยวมาช่วยจับจ่ายในประเทศให้คึกคักขึ้น หากมีการประกาศใช้จะบอกต่อตลาดและภาครวมของเศรษฐกิจด้วย

ขณะที่มาตรการระยะยาวที่จะมีมาตรการที่มีผลครึ่งปีหลัง ประกอบด้วยการ เร่งเครื่องโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันตก หรือ ไทยแลนด์ ริเวียร่า , การส่งเสริมท่องเที่ยวเมืองรองและท้องถิ่นอย่างจริงจัง , กระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน เช่น มาตรการช้อปคืนแวต หรือ ลดหย่อนภาษี

ส่องหุ้นน่าสนหลังสงกรานต์

และด้วยสถิติที่ดัชนีฯ มักจะปรับตัวสูงขึ้นหลังสงกรานต์ KTBST จึงคัดหุ้นที่คาดว่าจะมีแรงซื้อของนักลงทุน แยกเป็น 2 ชุด ประกอบด้วย 1.หุ้นกระแสหลัก หุ้นขนาดใหญ่ เล็งหุ้นชุดนี้ไว้ คือ GPSC , KBANK , GULF , BJC 2.หุ้นที่เป็น Laggard Play คือหุ้นที่มีโอกาสถูกซื้อ ด้วยราคาหุ้นที่ยังขึ้นมาไม่มาก 4 ตัว STA , THANI, ORI , KCE

โดยในส่วน STA แนะนำ  เก็งกำไรระยะสั้น เป้าหมาย 14.70 บาท โดย STA นับเป็นเป็นหุ้นวัฏจักร ดังนั้นต้องช่วงเวลาที่จะซื้อสะสมที่ช่วงที่แย่ของกิจการ เชื่อว่าผลประกอบการน่าจะแย่สุดในครึ่งปีแรก 2562 และจะค่อยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง 2562 โดยกำไรขั้นต้นไตรมาส1/2562 ยังลดลงต่อเนื่องจากไตรมาส4/2561 เพราะธุรกิจถุงมือยางมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจากต้นทุนวัตถุดิบน้ำยางที่สูงขึ้น 23% จากเดือนตุลาคม 2562 มาอยู่ที่ 45.5 บาทต่อ กก. ณ ปัจจุบัน แต่เชื่อว่าจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง

สำหรับ THANI แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 8.50 บาท ประเมินว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/2562 เติบโต 36% ทำสถิติสูงสุดที่ 493 ล้านบาท ตามสินเชื่อที่ขยายตัว 13% และการตั้งสำรองลดลง คาดทั้งปีจะมีกำไรสุทธิ 1.97 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากการขยายตัวสินเชื่อ 14% ตามความต้องการรถบรรทุกเพื่อรองรับการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง และการปล่อยสินเชื่อ Fleet ต่อเนื่อง ส่งผลให้ NPLs ลดลงอยู่ที่ 3.58% (ปีก่อนที่ 3.69%)

ORI แนะนำ ซื้อ เนื่องจาก ราคาหุ้น ORI มีการปรับตัวลดลง 42% ในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา จากความ กังวลมาตรการ LTV จนคิดเป็น PE เพียง 5.5 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่ 7 เท่า โดย ORI มี Backlog ที่สูงสุดในกลุ่ม โดยสิ้นปี 2018 ORI มี Backlog ที่จะรับรู้รายได้ในปี 2019 แล้วมากกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 75% จากรายได้ที่เราประเมินไว้

KCE แนะนำ “ ซื้อ “ ราคาเป้าหมาย  36 บาท โดยคาดกำไร ไตรมาส1/2562 จะฟื้นตัวได้จากยอดคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดรถยนต์ในยุโรป ฟื้นตัวดีขึ้น จึงมองว่า Utilization rate ของ KCE จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในไตรมาส1/2562 ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น ถึงแม้ค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น QoQ แต่ยังคงทรงตัว YoY โดยประมาณการกำไรปกติปี 2019 ที่ 2.1 พันล้านบาท +17% YoY และยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 36 บาท

มองโฟลว์ไหลเข้า

ด้าน ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัททรีนีตี้ จำกัด คาดการณ์ความเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หลังเทศกาลสงกรานต์ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะยังคงแกว่งตัวในกรอบ1,600 – 1680 จุด เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงติดตามการประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2562 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)  ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศเริ่มคลี่คลายลงโดยเฉพาะการที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา หรือ FED ประจำเดือนมีนาคม 2562 ที่พึ่งเผยแพร่ออกมาส่งสัญญาณว่าจะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2562 ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์ : Fund Flow) เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) มากขึ้น ประกอบกับการที่ดัชนี MFCI ประเทศไทยปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจาก 2.5% เป็น 3% ซึ่งจะมีผลในเดือนพฤษภาคม 2562 นี้ จะถือเป็นปัจจัยหนุนให้ Fund Flow เริ่มทยอยกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทย

พร้อมกันนี้แนะนำนักลงทุนทยอยสะสมหุ้นปันผล และหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ และกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ปันผลสูงที่­ราคายังคง Laggard  และมี Valuation  ถูก ได้แก่ BBL เนื่องจากคาดการณ์ผลการดำเนินงานจะขยายตัวได้ทั้ง QoQ และ YoY ราคาเป้าหมาย 231 บาท คาดอัตราเงินปันผลที่ 3.26%, TOP คาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2562 จะโดดเด่นที่สุดในกลุ่มโรงกลั่นทั้งกำไรจากสต๊อกน้ำมัน และค่าการกลั่นที่เร่งตัวขึ้นสูงกว่างวดไตรมาส 4/2561 ราคาเป้าหมายที่ 88 บาท คาดอัตราเงินปันผลที่ 5.5%, และ QH ราคาเป้าหมายที่ 3.8 บาท คาดอัตราปันผลที่ 5.46%