TASCOพ้นต่ำสุด ดีมานด์ตลาดจีน ดันยอดยางมะตอย

ทันหุ้น – TASCO เล็งเป้ายอดขายยางมะตอยแตะ 1.9 ล้านตัน ดีมานด์ต่างประเทศหนุน โดยเฉพาะจีน เล็งศึกษาเพิ่มกำลังการผลิตโรงกลั่นเท่าตัว เตรียมบุ๊กค่าเคลมประกันไตรมาส2/2562 พร้อมมูลค่ายังอยู่ในการเจรจาอีกครั้ง หวังผลงานปี2562 กลับมาทิศทางดี โบรกมองปี2561 ผลงานผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะนำ”ซื้อ”

ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์  บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) หรือTASCO เปิดเผยว่าสำหรับปี2562 บริษัทยังคงเป้ายอดขายที่ ยางมะตอยที่ระดับ 1.9 ล้านตัน โดยเป็นยอดขายจากในประเทศประมาณ 4-5 แสนตัน ส่วนที่เหลือเป็นยอดขายจากต่างประเทศ ทั้งนี้ดีมานด์ในประเทศต้องยอมรับว่าไม่สูงมากนัก แต่ยอดขายจากต่างประเทศมีความต้องการใช้งานที่สูงกว่า  โดยเฉพาะประเทศจีน ที่ความต้องการใช้ยางมะตอยต่อปีสูงถึงกว่า 20 ล้านตัน ส่วนตลาดต่างประเทศอื่นๆ ก็มีระดับการเติบโตที่ดี เช่น ในออสเตรเลีย เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น

ทั้งนี้บริษัทมองว่าปี2562 ธุรกิจน่าจะปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อนจากที่มีสถานการณ์หลายส่วนเข้ามากระทบต่อผลประกอบการ แต่ปีนี้ก็อาจจะยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามในเรื่องของการซัพพลายน้ำมันดิบ ซึ่งบริษัทก็พยายามบริหารความเสี่ยงให้ดีที่สุด โดยปัจจุบันซัพพลายน้ำมันดิบจากประเทศเวเนซูเอล่าเป็นหลัก ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างศึกษาเพิ่มกำลังการผลิตโรงกลั่นเท่าตัว

ปี61พ้นจุดต่ำสุด

แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของการซัพพลายน้ำมันดิบให้มีเข้ามาสม่ำเสมอ   ส่วนกรณีเหตุการณ์เพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมันดิบโดยบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทประกันภัย ถึงมูลค่าการชดเชยที่ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันมีการประเมินเบื้องต้นที่ประมาณ 358 ล้านบาท

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุถึงTASCO เชื่อว่าผลประกอบการปี 2561เป็นจุดต่ำสุดของ TASCO หลังจากที่เกิดภาวะขาดแคลนอุปทานในครึ่งปีแรกปี 2561, เหตุไฟไหม้ใน ไตรมาส3/2561 และราคาน้ำมันดิบกับยางมะตอยที่ผันผวน ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนจากทั้งสต็อคและ NRV ใน ไตรมาส 4/2561 นอกจากนี้อุปทานน้ำมันดิบที่ผ่อนคลายขึ้น

ทำให้ TASCO คาดว่าจะได้รับน้ำมันดิบ 12 รอบ จากเดิมที่ได้เพียง 9 รอบในปี 2561และตั้งเป้ายอดขายที่ 1.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 23.4% จากเดิมที่ 1.54 ล้านตันในปี 2561  ด้านยอดขายในประเทศจะเพิ่มขึ้นจากยอดขายในประเทศที่เพิ่มขึ้นจากอุปสงค์ของยางมะตอยในแผนงบประมาณปี 2562

ที่เพิ่มขึ้น 3%

อัตรากำไรเพิ่มขึ้น

นอกจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นแล้วอัตรากำไรจะเพิ่มขึ้นในไตรมาส1/2562 และราคาน้ำมันและยางมะตอยที่ฟื้นตัวจากการปรับราคาใน ไตรมาส4/2561 ที่ทำให้เกิดผลขาดทุน NRV 782 ล้านบาท และเชื่อว่าบริษัทจะมีอัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นจากราคายางมะตอยที่เพิ่มขึ้น หนุนโดยอุปสงค์และอุปทานที่สมดุลขึ้น

ด้านตลาดใน SEA ยังมีอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง แม้ว่าอุปทานจะลดลงเป็น 0.9 mtpa ในปี 2561 จากการปิดปรับปรุงโรงกลั่น S Oil และ Hyundai ต่อด้วยอีก 0.9 mtpa ของ SK Energy ในปี 2562 แต่อย่างไรก็ตาม จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากKBC ที่ต้องเช่า FSU จำนวน 1.8 ล้านบาร์เรล ทดแทนคลังน้ำมันที่ไฟไหม้ แม้ว่าจะมีเงินชดเชยจากประกัน แต่ความล่าช้าในการเคลมประกันจะกดดันผลประกอบการของบริษัทใน 15 – 18 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ประเมิน มูลค่าที่เหมาะสม 17 บาท แนะนำให้ “ซื้อ” จากผลประกอบการที่ฟื้นตัวในปี 2562 จากยอดขายและอัตรากำไร