กูรูชี้ FPI กำไรทะยาน 50% ลดต้นทุน-อัพกำลังผลิต

ทันหุ้น – กูรูส่องกล้อง FPI มองผลงานพ้นจุดต่ำสุดแล้ว คาดกำไรปีนี้เติบโต 50% จากปีก่อนแตะ 188 ล้านบาท เหตุลดต้นทุน ล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า อัพกำลังผลิต ชี้ยอดขายในภูมิภาคตะวันออกกลางฟื้นตัว ส่องมาร์จิ้นแตะ 20-21% แนะ “ทยอยซื้อ” เคาะพื้นฐาน 3 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ คิงฟอร์ด จำกัด (มหาชน) เผยแพร่บทวิเคราะห์ว่า จากการประชุมนักวิเคราะของ บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI ประเมินว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 1/62 คาดกำไรฟื้นตัวจากงวดเดียวกันปีก่อน ซึ่งการที่ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้รวมกลับมาเติบโต 12% อยู่ที่ 2,200 ล้านบาท โดยได้แรง หนุนจาก ยอดขายในภูมิภาคตะวันออกกลางฟื้นตัว โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ในประเทศซาอุดิอาระเบีย เริ่มกลับมาสั่งซื้อสินค้าหลังจากที่ชะลอตัวในปีก่อนเนื่องจากปรับเพิ่มภาษี VAT 5% การรับรู้รายได้จากการขายชิ้นส่วนงาน OEM ราว 200 ล้านบาทต่อปี จากลูกค้าในประเทศ (TOYOTA) และงานส่งออก ออสเตรเลีย (MAZDA)

อัพกำลังการผลิต

นอกจากนี้ เพื่อลดผลกระทบจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า บริษัทจึงวางแผนเพิ่มกำลังผลิตและการลดต้นทุนด้วยการล็อกราคาวัตถุดิบล่วงหน้า รวมถึงปรับปรุงการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการบริหาร SG&A คาดว่าจะลดลงจากปีก่อน จากการจัดเก็บหนี้ค้างชำระและคุมค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาในการทำโครงการต่างๆ ได้ดีเบื้องต้นเราคาดว่าจะช่วยให้อัตรากำรขั้นต้นขยับขึ้นมาที่ระดับ 20-21%

ขณะที่ประเมินส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนเข้ามาราว18 ล้านบาท เทียบจากปีก่อน 3.5 ล้านบาท หลักๆ จากSAFE ที่มีกำไรจากโรงไฟฟ้าชีวมวลดีขึ้น เนื่องจากต้นทุนเศษไม้เริ่มมีการปรับตัวลดลงในเดือนม.ค.ถึง ก.พ. และผลการดำเนินงานในอินเดียดีขึ้น เบื้องต้นประเมินกำไรสุทธิปี 62-63 มีโอกาสฟื้นตัว 50% จากงวดเดียวกันปีก่อน และปี 63 อยู่ที่ 198 ล้านบาท อัตรากำไรสุทธิราว 8-9%

ผลงานพ้นจุดต่ำสุด

“ทั้งนี้เรามองว่า แนวโน้มผลประกอบการจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและน่าจะทยอยดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 1/62 เป็นต้นไป โดยภาพรวมมองธุรกิจการขายชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาด After Market ยังคงเติบโตได้ด้วยจำนวนตัวเลขรถยนต์สะสมทั้งโลกที่ขยายตัวราว 5-6%ต่อปี แม้ว่าอนาคตจะมี EV Car มาทดแทนแต่เราเชื่อว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทเนื่องจากยังมีตลาดรถเก่าในประเทศที่กำลังพัฒนา (ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชีย ถือเป็นฐานลูกค้าหลักในปัจจุบันของบริษัท) รองรับไปอีกมากกว่า 18 ปี(อิงการประเมินของสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย) รวมถึงสินค้าส่วนใหญ่อย่างกันชน หรือชุดแต่งก็เป็นชิ้นส่วนที่มีโอกาสการเปลี่ยนทดแทนกันบ่อยๆ”

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นอาจจะขาย Sentiment บวก เรื่องการเลื่อนนำ SAFE Energy เข้าตลาดออกไป เนื่องจากยังต้องหาโครงการใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม ส่วน Valuation หากลองประเมินเบื้องต้นที่พีอีเรโช 24.5 เท่า ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลังในอดีต 5 ปี ใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตปี 62-63 ราว 25% (โดยมองว่าซื้อขายที่พีอีเรโชสูงกว่า กลุ่มยานยนต์ได้เพราะเป็นธุรกิจTrading) เบื้องต้นได้ราคาเหมาะสมที่ 3 บาท ด้วย Downside ที่ค่อนข้างต่ำมากแล้ว น่าจะเป็นโอกาสในการทยอยซื้อ