วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ความเสี่ยงประเด็น Brexit เพิ่มขึ้น หลังสภาฯ UK คว่ำข้อตกลงของนายกฯ เมย์ เป็นครั้งที่ 3

Weekly Outlook (1 -5 เมษายน 2562) 

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (25-29มี.ค.2562) ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นโดยได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ส่งสัญญาณคืบหน้ามากขึ้น โดย Bloomberg ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มพิจารณาลงรายละเอียดในเนื้อความข้อตกลงบางส่วน ก่อนที่ปธน.ทรัมป์ และปธน.สี จิ้ง ผิง จะหารือกันในอนาคต

ประกอบกับ มีแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานตามทิศทางราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น 1.42%WoW ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการปรับลดการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก รวมถึงรัสเซีย รวมถึงจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันที่ลดลง 8 แท่น อย่างไรก็ตาม ประเด็น Brexit ได้สร้างความผันผวนให้กับตลาด หลัง สภาฯ UK ลงมติคว่ำข้อตกลง Brexit ของนายกฯ เมย์ เป็นครั้งที่ 3 ส่งผลให้ UK จะสามารถขยายระยะเวลาการบังคับใช้ Article 50 ออกไปได้ถึงแค่วันที่ 12 เม.ย. นี้ เท่านั้น ขณะที่ตลาดหุ้นจีน ปรับเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังการเจรจาการค้า และการใช้มาตรการต่างๆของรัฐบาลจีนเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นจากความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ปัจจัยการเมืองในประเทศที่คลี่คลายลง หลังผลการสอบสวนของอัยการพิเศษของสหรัฐฯ ไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ทีมหาเสียงของปธน.ทรัมป์สมรู้ร่วมคิดกับรัสเซียเพื่อกระทำการแทรกแซงการเลือกตั้งในปี 2016

ตลาดหุ้นยุโรป ปรับเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอน Brexit หลังสภาฯ UK ลงมติ 344 ต่อ 286 เสียง คว่ำข้อตกลงของนายกฯ เมย์ เป็นครั้งที่ 3

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปรับลดลงอย่างมากในช่วงต้นสัปดาห์ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และได้รับแรงกดดันจาก Bond Yield ของญี่ปุ่นอายุ 10 ปี ที่ปรับลดลงอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 31 เดือน ส่งผลให้มีแรงขายในหุ้นกลุ่มธนาคาร

ตลาดหุ้นจีน(A Share) ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายสัปดาห์จากความคาดหวังเกี่ยวกับความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการใช้มาตรการต่างๆของรัฐบาลจีนเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ

ตลาดหุ้นไทยปิดลดลง ได้รับปัจจัยกดดันจากการเมืองภายในประเทศ นักลงทุนรอติดตามความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล โดยความไม่แน่นอนดังกล่าว ส่งผลให้ Fund Flows ของนักลงทุนต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง

ตลาดน้ำมันปิดเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการปรับลดการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก รวมถึงรัสเซีย และจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯ ลดลง 8 แท่น อยู่ที่ระดับ 816 แท่น

ตลาดทองคำ ปิดลดลง เนื่องจากดอลลาร์ สรอ. แข็งค่า และตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)

นลท.รอติดตามการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยนายหลิว เหอ รองนายกฯ ของจีน และคณะ จะเดินทางไปสหรัฐฯ ในสัปดาห์แรกของเดือน เม.ย. เพื่อหารือกับคณะเจรจาการค้าของสหรัฐฯ ขณะที่นายสตีเฟน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 28-29 มี.ค. ที่ผ่านมาเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยBloomberg ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายได้เริ่มพิจารณาลงรายละเอียดในเนื้อความของข้อตกลงในบางส่วนที่สามารถดำเนินการได้ ก่อนที่ปธน.ทรัมป์ และ ปธน.สี จิ้น ผิง จะพบปะหารือร่วมกันในอนาคต

ความไม่แน่นอนประเด็น Brexit เพิ่มสูงขึ้น หลังรัฐสภาของอังกฤษลงมติคว่ำข้อตกลง Brexit ของนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เป็นครั้งที่ 3 ส่งผลให้อังกฤษจะสามารถขยายระยะเวลาการบังคับใช้ Article50 ออกไปได้ถึงแค่วันที่ 12 เม.ย. นี้ เท่านั้น ขณะที่นายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานคณะมนตรียุโรป ระบุว่า ผู้นำสหภาพยุโรป (EU) จะจัดการประชุมในวันที่ 10 เม.ย.นี้เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็น Brexit ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้ออกมาระบุว่า มีแนวโน้มที่อังกฤษจะออกจาก EU ในวันที่ 12 เม.ย. โดยไม่มีข้อตกลง (No Deal)

มุมมองของเราในสัปดาห์นี้

ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังเกี่ยวกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่ส่งสัญญาณความคืบหน้าที่มากขึ้น  รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางหลักๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายอาจเป็นไปอย่างผันผวน เนื่องจาก ความไม่แน่นอนประเด็น Brexit โดย UK มีความเสี่ยงที่อาจจะต้องออกจาก EU ในวันที่ 12 เม.ย. นี้ แบบไร้ข้อตกลงเพิ่มสูงขึ้นประกอบกับหากตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ เช่น Global PMI รวมถึงตัวเลขตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างชัดเจน อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้นลท.กลับมากังวลต่อประเด็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กดดันบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกต่อไป

ปัจจัยจับตาสัปดาห์นี้

ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ PMI ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน อังกฤษ และสหรัฐฯ ยอดค้าปลีก/ยอดขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก/การจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ และทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน

เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน และความคืบหน้าประเด็น Brexit

วิเคราะห์โดย:SCB CIO Office