KWM ศึกษาแผนตั้งโรงงานจีน ต้นทุนลด 15%หนุนมาร์จิ้นพุ่ง

ทันหุ้น – KWM แย้มศึกษาแผนตั้งโรงงานจีน ชี้หากเป็นไปตามแผนช่วยลดต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบถึง 15% คาดสรุปภายในปีนี้ ฟากผู้บริหาร “เอกพันธ์ วนโกสุม” ใส่เกียร์ปั๊มมาร์จิ้นเพิ่ม ปักเป้ายอดขายปีนี้โต 20% ตามการเติบโตของลูกค้าหลัก มองภาคการเกษตรฟื้น

นายเอกพันธ์ วนโกสุม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค. ดับบลิว. เม็ททัล เวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ KWM ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเกษตร ได้แก่ ใบผาล โครงผาล ใบเกลียวลำเลียง และใบดันดินเปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาแผนการขยายธุรกิจ โดยการจัดตั้งโรงงานในประเทศจีน คาดจะสรุปแผนว่าจะดำเนินการหรือไม่ภายในสิ้นปีนี้

ลดต้นทุนปั๊มมาร์จิ้น

สำหรับประเทศจีนเป็นแหล่งวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าของบริษัท หากบริษัทจัดตั้งโรงงานดังกล่าวได้จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งวัตถุดิบมาในประเทศได้ถึง 15% ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาพื้นที่ และข้อตกลงในการจัดตั้งโรงงาน และถ้ารัฐบาลจีนสนับสนุนให้ต่างชาติลงทุน ก็จะเป็นผลดีต่อบริษัทในการจัดตั้งโรงงานอีกด้วย

ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจต่อจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าลดต้นทุนการผลิต ลดของเสียการผลิตสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อผลักดันการเติบโตของมาร์จิ้นให้เพิ่มขึ้น โดยคาดอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ปีนี้จะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก หรือมีอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อนทำได้ที่ 9.07%

ขณะเดียวกันบริษัทคาดยอดขายในปีนี้จะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 20% จากปีก่อน 338.86 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตดังกล่าวจะมาจากการจำหน่ายสินค้าให้กับคู่ค้าหลัก 80% อย่าง บริษัท สยาม คูโบต้า จำกัด ทั้งนี้คูโบต้าตั้งเป้าการเติบโต 10% บริษัทจะเติบโตไปตามลูกค้าด้วยเช่นกัน

รุกขยายฐานลูกค้าใหม่

นอกจากนี้ยังมีการขยายฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งบริษัทจำหน่ายสินค้าเองโดยตรง 20% คาดจะช่วยสนับสนุนบริษัทให้เติบโตได้ตามแผน โดยปัจจุบันบริษัทเดินเครื่องกำลังการผลิตเต็ม 100% เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ส่วนกำลังการผลิตทั้งหมดบริษัทคาดจะผลิตสินค้าได้ 3-4 แสนตันต่อปี

นายเอกพันธ์ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ช่วง 1-2 เดือนแรกของปี ภาคการเกษตรเติบโตดี ทำให้บริษัทมองภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส 1/2562 จะเติบโตได้ดีเช่นเดียวกัน ซึ่งบริษัทจะยังเน้นการจำหน่ายสินค้าประเภทใบผลาญ รวมถึงเครื่องจักรในการผสมปุ๋ยที่ได้เริ่มวางสินค้าจำหน่ายไปแล้ว

โดยบริษัทมองภาพรวมอุตสาหกรรมการเกษตรมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ซึ่งเป็นไปตามการเติบโตของภาคการเกษตรของประเทศไทย ที่ยังคงเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะเป็นสินค้าวัตถุดิบตั้งต้นของอุตสาหกรรมหลากหลาย และบริษัทยังมีลูกค้าหลักที่บริษัทได้รับจ้างผลิตสินค้าตามแบบที่ลูกค้ากำหนด อาทิ ภายใต้ตราสินค้า “ตราช้าง” คิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 80% ของรายได้รวม รวมถึงรับจ้างผลิตให้กับตราสินค้าอื่นๆ อีกด้วย แต่ยังเป็นสัดส่วนที่ไม่สูงมากนัก