‘TSR’บุกO2O-ทีวีช็อปปิ้ง คุมNPLดันผลงานพุ่ง20%

ทันหุ้น – TSR ปรับเกมรบลุย O-2-O เต็มสูบ หวังปั้มยอดขายพุ่ง 1,000 เครื่องต่อเดือน พร้อมดีลพันธมิตรลุย TV shopping คุมเข้ม NPL บริหารต้นทุน หนุนผลงานปี 2562 เติบโตไม่น้อยกว่า 20%

นายเอกรัตน์ แจ้งอยู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เธียรสุรัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ TSR เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1/2562 คาดว่าจะเติบโตดีเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าและปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากบริษัทปรับกลยุทธ์การขาย O-2-O (Online to Offline) ขายทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องกรองน้ำผ่านการตลาดแบบ Digital Marketing และอื่นๆ โดยอาศัยจุดแข็งของโปรแกรม “ผ่อนสบาย” ประสานกับทีมเดินตลาดขายตรงของบริษัทที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑล และต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

ขยายทีวีช็อปปิ้ง

นอกจากนี้ การขยายช่องทางการขายผ่าน TV Shopping ซึ่งปัจจุบันออกอากาศทางช่อง Workpoint 23 และช่อง One 31 โดยมีคุณนีโน่ เมทนี บุรณศิริ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี ปัจจุบันสร้างยอดขายได้ไม่น้อยกว่า 500 เครื่องต่อเดือน ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายผ่าน O2O ไม่น้อยกว่า 1,000 เครื่องต่อเดือน หรือทำให้สัดส่วนรายได้จาก O2O เพิ่มขึ้นเป็น 20% จากปีก่อน จากปีก่อนที่ 5-6% ของรายได้รวม โดยในช่วงต้นไตรมาส 2/2562 จะนำสินค้าออกอากาศผ่านช่องของทีวีไดเร็คเพิ่ม

ทั้งนี้บริษัทสนใจและอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการช่องทีวีดิจิตอลอื่นๆ เพิ่มเติม อีก 8 ราย คาดว่าจะทยอยได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 2 และ ไตรมาส 3 ปีนี้เพื่อผลักดันรายได้รวมปี 2562 เติบโตตามเป้าหมายไม่น้อยกว่า 20% จากปีก่อนที่ 1,613.09 ล้านบาท

พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางเทเลเซลมากขึ้น โดยปีนี้บริษัทคงเป้าหมายเพิ่มจำนวนพนักงานเทเลเซลเป็น 300 ที่นั่ง จากปัจจุบันมีอยู่ 200 ที่นั่ง เพื่อรองรับการโทรศัพท์ต่อสายตรงแจ้งรายละเอียดถึงสินค้าให้มาซื้อสินค้าเครื่องกรองน้ำและเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทจะหันมาให้ความสำคัญในการขยายเทเลเซลเอง และลดปริมาณการใช้ Outsource ลงเพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าจ้าง

เน้นลูกค้าใหม่-คุมNPL

ขณะเดียวกันจากการขยายกลุ่มใหม่ที่มุ่งเน้นกลุ่มเงินสดมากขึ้น รวมถึงการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ทำให้ปีนี้บริษัทจะสามารถรักษาระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ไม่เกิน 6% จากปีก่อนที่ 6.34% ส่วนแผนการลงทุนในปีนี้ บริษัทวางงบลงทุนสำหรับรองรับด้านการตลาดไม่น้อยกว่า 50 – 60 ล้านบาท เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม C และ B ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและส่วนใหญ่จะจ่ายเป็นเงินสดมากกว่าการผ่อนเชื่อสินค้า ทำให้คาดว่าปีนี้สัดส่วนยอดขายที่มาจากเงินสดจะเพิ่มเป็น 20% จากปีก่อนที่ราว 15% ด้านสัดส่วนเงินผ่อนจะปรับลงมาอยู่ที่ 80% จากปีก่อนที่ 85% ของยอดขายรวม

นอกจากนี้ บริษัทมีการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและเพิ่มศักยภาพให้กับเครื่องจักร หวังลดกระบวนการผลิตในโรงงานเดิมลง คาดใช้งบลงทุน 10 ล้านบาท หลังจากที่มีการปิดโรงงานในปีก่อนเพื่อเป็นการลดต้นทุนค่าเสื่อมลง อย่างไรก็ดีจากการขยายตลาดใหม่ช่วยผลักดันให้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้น รวมถึงบริหารจัดการต้นทุนที่ดีส่งผลให้บริษัทมองว่าในปี 2562 จะสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นในทิศทางที่ดี จากปีก่อนทำได้ 6.62%