SNAPSHOT : CMC

CMC บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน)

Company Background

กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก โดยมี CMC และ PPP เป็นผู้พัฒนาและขายโครงการ และ TSN เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างสำหรับโครงการของทั้งสองบริษัท รวมทั้งมี SMP เป็นธุรกิจสนับสนุน (เป็นผู้ให้กลุ่มบริษัทฯ เช่าสำนักงานเพื่อดำเนินธุรกิจ) ทั้งนี้ โครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มบริษัทฯ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ โครงการอาคารชุดที่พักอาศัย (คอนโดมิเนียม) และโครงการประเภทแนวราบ ได้แก่ โครงการหมู่บ้านจัดสรร ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม เป็นต้น

Key Development of Company

2537       CMC Group ได้ก่อตั้งขึ้น โดยกลุ่มครอบครัวแพทยานันท์ ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 5 ล้านบาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญจำนวน 50,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

2546       บริษัทฯ ได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 500 ล้านบาท เพื่อใช้ซื้อที่ดิน จำนวน 102-0-98.5 ไร่ สำหรับพัฒนาโครงการ “เดอะริช พระราม 2”

2552       บริษัทฯ ได้ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน จำกัด โดยใช้ชื่อว่า “บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน)”

2556       CMC, PPP, SMP, TSN ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 : 2004 และมาตรฐาน OHSAS 18001 : 2007 โดย Bureau Veritas Certification

Q3/2561                ได้รับรางวัล Best Affordable Condominium Architectural Design (Bangkok) และ Highly Commended Best Condo Interior Design (Bangkok) และ Highly Commended Best Condo Interior Design (Bangkok) จาก Thailand Property Awards 2018 ในโครงการ The Cuvee สถานีแยกติวานนท์

Q4/2561                เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 โดยมีทุนจดทะเบียนเป็น 1,000 ล้านบาท

 

Business Plan

  1. พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามวิสัยทัศน์ “เราจะเป็นเลิศในการพัฒนาการอยู่อาศัย” ที่ไม่เฉพาะสร้างบ้านที่ดีมีคุณภาพแต่สร้างการอยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ทุกมิติที่ลูกค้าต้องการ
  2. พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งแนวสูงและแนวราบ โดยอาคารชุดแนวสูงจะพัฒนาบนทำเลที่มีการเดินทางที่สะดวกสบาย ที่ตั้งโครงการใกล้กับแนวระบบขนส่งมวลชนประเภทรางหรือรถไฟฟ้าและใกล้กับแหล่งชุมชนหรือแหล่งงานที่มีการเติบโตสูง สำหรับแนวราบประเภทบ้านเดี่ยวจะพัฒนาบนแนวคิดของการขยายตัวของเมืองและแหล่งชุมชนสำหรับผู้ที่ต้องการขยายครอบครัวและมีที่ตั้งที่ไม่ห่างจากเมืองมากนัก
  3. เพิ่มสัดส่วนรายได้แบบเกิดซ้ำ (Recurring Income) จากการพัฒนาโครงการที่เป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ เช่น Serviced Apartment, โรงแรม, การให้เช่าเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับก่อสร้าง , การรับจ้างผลิตชิ้นส่วนงานก่อสร้าง ฯลฯ
  4. พัฒนาและต่อยอดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งห่วงโซ่คุณค่า ทั้งในการหาที่ดินที่มีศักยภาพ การบริหารการก่อสร้าง การทำการตลาดและงานขาย การบริหารหลังการขาย การบริหารอาคาร รวมถึงการให้บริการเสริมต่างๆ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้นอกเหนือจากการขายอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน และให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายและความพึงพอใจสูงสุด
  5. พัฒนาตลาดและช่องทางการขายใหม่เพื่อรองรับสินค้าที่เกิดใหม่
  6. ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีการอยู่อาศัยและการก่อสร้างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน
  7. สร้างการรับรู้ต่อตราสินค้าทั้งในส่วนขององค์กรและโครงการให้เป็นที่รู้จักและสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกๆด้าน

 

Investment Highlight

  1. มีแผนการลงทุนในการพัฒนาโครงการอาคารชุดและทาวน์เฮาน์มูลค่ากว่า 10,000 บาท ใน 10 โครงการ ภายในระยะเวลา 4 ปี (2562-2565)
  2. สร้างสรรค์ตราสินค้าใหม่ภายใต้แนวคิด C-Series เช่น The Cuvee, The Clev และ CyBIQ เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยที่ทันสมัย
  3. ลงทุนสร้างการรับรู้ต่อตราสินค้าทั้งในส่วนขององค์กรและโครงการให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภายในปี 2562-2563
  4. มีแผนการพัฒนาโครงการร่วมทุนในโครงการต่างเพื่อเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ภายในปี 2563
  5. มีแผนการลงทุนในเทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัยและการก่อสร้าง
  6. ลงทุนในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีการจัดการฐานข้อมูลโครงการและลูกค้า (Sale, Marketing and CRM), ระบบ Business Intelligence, ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning) และ ระบบการฐานข้อมูลขึ้นรูปอาคารและการก่อสร้าง (Building Information Modeling) ภายในระยะเวลา 3 ปี (2561-2563)

 

CMC ลุยเปิดโครงการหมื่นล. ปั๊มยอดขายชนเป้า 5 พันล้าน

ทันหุ้น – CMC ลุยเปิดโครงการใหม่ 9-10 โครงการ มูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท หวังดันยอดขายปีนี้อยู่ที่ 5 พันล้านบาท พร้อมปักธงรายได้เติบโต 50% แตะ 3 พันล้านบาท เผยทิศทางอสังหาฯ เริ่มฟื้นตัว แม้แบงก์ชาติมีมาตรคุมสิมเชื่อบ้าน  

นายแพทย์วิเชียร แพทยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC เปิดเผยว่า บริษัทประเมินยอดขายอสังหาริมทรัพย์ในช่วงไตรมาส 1/2562 จะยังทรงตัว เนื่องจากที่ผ่านมาหลายบริษัทได้จัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย และทำให้เกิดยอดโอนเป็นจำนวนมากในช่วงไตรมาส 4/2561 คาดว่าภาพรวมทั้งยอดขาย และยอดโอนอาจจะชะลอลงไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทมองภาพอสังหาริมทรัพย์หลังไตรมาส 1/2562 เป็นต้นไปจะเริ่มขยายตัว แม้ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติจะมีนโยบายมาตรการควบคุมสินเชื่อบ้าน หรือ LTV

ตั้งเป้ารายได้โต 50%

ทั้งนี้ปัจจัยที่สนับสนุนให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวได้ จะมาจากการคงอัตราดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ 1.75% ต่อปี รวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคมากขึ้น

ขณะที่แผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ตั้งเป้ารายได้เติบโตราว 50% หรือมีรายได้เพิ่มขึ้นมาที่ 3,000 ล้านบาท โดยการเติบโตดังกล่าวจะมีสัดส่วนมาจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายราว 2,700 ล้านบาท หรือราว 90% และรายได้จากรับเหมาก่อสร้างราว 300 ล้านบาท หรือราว 10%

สำหรับรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายนั้น ปัจจุบันบริษัทมีโครงการพร้อมขายอยู่ราว 3,200 ล้านบาท โดยตั้งเป้าจะขายและโอนกรรมสิทธิ์ในปีนี้ 2,200 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทมีโครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้ว 70-80% และน่าจะแล้วเสร็จพร้อมขายและรับรู้รายได้ในปีนี้ 500 ล้านบาท

ตั้งเป้ายอดขาย 5 พันล.

อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้ายอดขายรวมในปีนี้อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท โดยเตรียมเปิดโครงการราว 9-10 โครงการ มูลค่า 9,000-10,000 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกเตรียมเปิดตัวแบรนด์คอนโดใหม่พร้อมกัน 3 แบรนด์ ได้แก่ CUVEE, CLEV และ CYBIQ 5 โครงการใหม่ มูลค่ารวมมากกว่า 4 พันล้านบาท ได้แก่ 1) CLEV วงศ์สว่าง เป็นโครงการ high rise 615 ยูนิต มูลค่าโครงการ  1,600 ล้านบาท 2) CUVEE  ติวานนท์ โครงการ high rise 422 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,500 ล้าน 3) CYBIQ รามคำแหง แคมปัส โครงการ low rise  126 ยูนิต มูลค่าโครงการ 270 ล้านบาท และ 4) CYBIQ  รัชดา-จันทรเกษมแคมปัส โครงการ  low rise 329 ยูนิต มูลค่าโครงการ 600 ล้านบาท และ 5) โครงการทาวน์โฮมKasa Deva มูลค่าโครงการรวม 80 ล้านบาท เน้นเจาะกลุ่มฐานลูกค้าเดิมของบริษัทฯที่มีความต้องการ ทาวน์โฮม หรือ โฮมออฟฟิซ

พร้อมกันนี้บริษัทยังมีที่ดินรองรับการพัฒนาอย่างน้อย 5 ปี ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีพื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการในมือแล้ว 120 ไร่ ทั่วทั้งเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมกับที่ดินที่จะเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ และบริษัทวางงบลงทุนอีกราว 1,000-2,000 ล้านบาท เพื่อ ใช้ในการซื้อที่ดินใหม่

ส่วนรายได้อีก 300 ล้านบาท จากมาจากงานรับเหมาก่อสร้าง ปัจจุบันมีงานในมือ (Backlog) ราว 200 ล้านบาท ซึ่ง จะรับรู้รายได้ในปีนี้ทั้งหมด และอยู่ระหว่างประมูลงานใหม่ราว 700-800 ล้านบาท โดยจะทยอยรู้ผลประมูลงานต่อเนื่อง ซึ่ง ในปีนี้บริษัทวางเป้าจะประมูลงานราว 1,200-2,000 ล้านบาท โดยจะเน้นในงานที่เป็นโครงการของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล โรงเรียน และมหาวิทยาลัย ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ว่าจ้าง