กำหนดกลยุทธ์รับมือหลังเลือกตั้ง

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตลาดหุ้นบ้านเราปรับตัวลงสวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศหลังได้รับปัจจัยกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติซึ่งลดการถือครองหุ้นลงเพื่อกลับมาประเมินสถานการณ์อีกครั้งหลังการเมือง โดยตั้งแต่ต้นเดือนมี.ค. ถึง 18 มี.ค. ที่ได้จัดทำคอลัมน์ฉบับนี้นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิสะสมไปแล้วกว่า -1.5 หมื่นลบ. หรือ -481 ล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าตลาดหุ้นบ้านเราเป็นตลาดที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิมากเป็นลำดับสอง รองจากตลาดหุ้นไต้หวัน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ กว่า -682 ล้านเหรียญ

นอกจากนี้ หากไปดูตลาดพันธบัตรในบ้านเรา โดนนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิเช่นเดียวกันที่ระดับ -2.7 พันลบ. รวมถึงในตลาดฟิวเจอร์ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติมีสถานะ Short สุทธิสะสมที่ระดับ 3.6 หมื่นสัญญา นับว่าในมุมมองของต่างชาติมีความกังวลมากทีเดียวนะครับ สำหรับปัจจัยการเมืองในบ้านเรา ซึ่งหลังการเลือกตั้ง อาจเกิดปัญหาความขัดแย้ง การเกิดสูญญากาศทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาลอาจทำได้ล่าช้า ไปจนถึงกังวลถึงขั้นที่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นโมฆะ เป็นต้น ทำให้ไม่แปลกหรอกครับที่นักลงทุนต่างชาติจะเลือกลดความเสี่ยงโดยการลดการถือครองการถือหุ้น

กลับมาที่ตัวเราดีกว่าครับ ว่าจะทำอย่างไรในภาพข้างหน้า ซึ่งคอลัมน์ฉบับนี้ผมขออนุญาตใช้โอกาสสำหรับนำเสนอแผนการลงทุนในภาพข้างหน้าว่าควรทำอย่างไร โดยผมขอแบ่งความเป็นไปได้แบบง่ายๆ ใน 2 แนวทาง หลังการเลือกตั้ง คือ   เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง หรือ ในทางตรงกันข้าม คือ หลังการเลือกตั้งเกิดปัญหาต่างๆ มากมาย ดังเช่นที่ผมได้กล่าวไว้ข้างต้น

  • มาดูความเป็นไปได้แรก ซึ่งสถานการณ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยจะทำให้ความกังวลที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า

กลับกลายเป็นความเชื่อมั่น และจะส่งผลให้ fund flow ต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นบ้านเราอีกครั้ง ส่งผลให้ SET จะกลับมาปรับตัวขึ้นได้ดี และขึ้นหาเป้าหมายบริเวณ 1700 และ 1740 จุด ตามลำดับ ซึ่งผมมองเป็นเป้าหมายในปีนี้ ซึ่งคิดเป็น PE ที่ระดับ +1.0 S.D. และ +1.5 S.D. ตามลำดับ เมื่ออิงกับประมาณการกำไรของตลาดในปีนี้ ซึ่งหากเกิดกรณีนี้ คงไม่น่าห่วง

  • กรณีมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้น จะทำให้ SET ปรับตัวลงได้ต่อ ด้วยกระแส fund flow ของนักลงทุนต่างชาติจะไหลออกต่อ ซึ่งหากเกิดกรณีนี้คาดว่า SET จะปรับตัวลงต่ำกว่า 1600 จุด และผมมองแนวรับเป้าหมายถัดไปที่ 1580 และ 1565 จุด ตามลำดับ ซึ่งมุมมองผมหากถึงบริเวณแนวรับนี้ เป็นโอกาสในการซื้อสะสมในหุ้นพื้นฐานดี เนื่องจากระดับดังกล่าว SET จะมีมูลค่าพื้นฐานที่น่าสนใจ เนื่องจากจะเป็นแนวรับทางปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งคิดเป็นระดับ PE -1.0 S.D. และเป็นแนวรับสำคัญ ซึ่ง SET ในปีที่แล้วที่เผชิญปัจจัยลบต่างๆมากมาย หลุดแนวรับระดับดังกล่าวในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และหลังจากนั้นกลับมาปรับตัวขึ้นได้ ดังนั้น ผมจึงมองแนวรับนี้ น่าสนใจในการเข้าซื้อหากดัชนีปรับตัวลงมา

ถ้าเราลองมาวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ในปีนี้ แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากปีที่แล้ว โดยมีปัจจัยหนุนจาก 1) การทำข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน 2) ธนาคารกลางสำคัญของโลกหันมาใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน และ 3) จีนเริ่มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด หนุนเม็ดเงินเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้นได้ต่อเนื่อง แตกต่างจากปีที่แล้วที่เต็มไปด้วยความกังวลซึ่งบั่นทอนความเชื่อมั่น

ดังนั้นกลยุทธ์ของผม คือ การเข้าซื้อในจุดที่เหมาะสม หรือระดับที่มีมูลค่าทางพื้นฐานที่น่าสนใจนั่นเอง ซึ่งอาจจะแบ่งเป็น 2 ไม้ ในการเข้าซื้อ คือ บริเวณ 1600 และ 1565-1580 จุด ตามลำดับ โดยมีหุ้นที่น่าสนใจ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเลือกตั้ง ได้แก่ BJC, CPALL, GLOBAL, AMATA ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริโภคและการลงทุน และหุ้นในกลุ่มพลังงานและปิโตรฯ ได้แก่ PTTEP, TOP, IRPC, PTTGC ด้วยแนวโน้มที่ดีของราคาน้ำมัน และหากเม็ดเงินไหลกลับ คาดกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนำตลาดอีกครั้ง…และพบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ…ด้วยรักและหวังดี