SCC ไล่ซื้อกิจการอาเซียน ส่องกลุ่มแพ็คเก็จจิ้งโต7%

ทันหุ้น – SCC ซุ่มดีล JV หรือ M&A ธุรกิจแพ็คเก็จจิ้งในอาเซียน อัพกำลังผลิต-เปิดช่องโกยเงินเพิ่ม คาดชัดเจนปีนึ้ 1 ดีล รับดีมานด์ใน-นอกพุ่งดันกลุ่มบรรจุภัณฑ์โต 5-7% แถมควักงบ 7 พันล้านบาท ขยายไลน์-รีโนเวทย์เครื่องจักร ปูทางรับทรัพย์ โบรกชี้วัสดุก่อสร้างปีนี้มาแรง กลบปิโตรเคมีอ่อนตัว เคาะเป้า 526 บาท

นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจแพ็คเก็จจิ้ง บริษัท เอสซีจี แพ็คเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัทในเครือของ ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจาเพื่อเข้าควบรวมกิจการ (M&A) และร่วมลงทุน (JV) ธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในแถบอาเซียนหลายราย เพื่อขยายกำลังผลิตให้มากขึ้นและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในอนาคต หวังได้เห็นความชัดเจนอย่างน้อย 1 รายภายในปีนี้

รุกเสริมแกร่ง

ทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัท แบ่งเป็น การผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าให้กับลูกค้าในประเทศประมาณ 62%, การส่งออกสินค้าและดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ 38% โดยหากจำแนกรายได้ทั้งหมดของกลุ่มธุรกิจแพ็คเก็จจิ้งล่าสุดนั้นสัดส่วนราว 18% ของรายได้ทั้งหมดของกลุ่ม SCC

ขณะเดียวกันทางบริษัทได้ตั้งงบลงทุนไว้ราว 7 พันล้านบาท แบ่งเป็น เงินลงทุน 5 พันล้านบาท ใช้ขยายกำลังผลิตแพ็จเก็จจิ้งอีก 3 หมื่นตันในประเทศฟิลิปินส์ จากปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่ที่ราว 2 แสนตัน ส่วนที่เหลืออีก 2 พันล้านบาทนั้นใช้ในการจัดซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตของโรงงานในประเทศเวียดนาม ที่มีกำลังผลิตปัจจุบันราว 5 แสนตันรวมทั้งปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักรต่างๆ ในพื้นที่ต่างๆ ของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น

ปีนี้กลุ่มแพ็จเก็จจิ้งโต7%

สำหรับปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้กลุ่มธุรกิจแพ็คเก็จจิ้งเติบโตราว 5-7% เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่ราว 8.7 หมื่นล้านบาท เนื่องจากแนวโน้มความต้องการแพ็คเก็จจิ้งทั้งในและต่างประเทศปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับธุรกิจมีกำลังผลิตใหม่ที่ได้มีการลงทุนในปี 2561 ที่ผ่านมาเข้ามาเสริมด้วย

อย่างไรก็ดี ในปีนี้แนวทางการดำเนินงานของบริษัทคงมุ่งให้สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ภายใต้แนวปฏิบัติ    SCG Circular Way ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าที่สุด ใช้ให้น้อย ใช้ให้นาน หรือนำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นอีกกลยุทธ์ที่ธุรกิจแพคเกจจิ้งเอสซีจี ให้ความสำคัญ ด้วยการพัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์ทั้งกระดาษและพลาสติกให้ใช้งานง่าย โดยใช้ทรัพยากรน้อย แต่ยังคงทนแข็งแรง และสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตซ้ำได้ครบวงจร (Close-loop Packaging)

อาทิ ถุงกระดาษรีไซเคิลที่มีคุณภาพและสามารถรองรับน้ำหนักได้ดี อีกทั้งเมื่อใช้งานแล้วยังสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติก (R-1) ที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ง่าย เนื่องจากผลิตด้วยการนำวัสดุชนิดเดียวกันมาประกบกันหลายชั้น (Multilayer Laminated : Mono Material) จึงมีคุณสมบัติป้องกันความชื้น แข็งแรง สามารถปกป้องสินค้าได้ดี

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บขยะกระดาษและพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยใช้เครือข่ายโรงงานอัดเศษกระดาษในการเก็บขยะพลาสติกเพื่อนำมาผลิตซ้ำ และการร่วมมือกับกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บขยะ ตลอดจนการร่วมผลักดัน ให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้บริโภคเกี่ยวกับการใช้บรรจุภัณฑ์และการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์หลังใช้งานแล้ว และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CEFLEX (A Circular Economy for Flexible Packaging) ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก เพื่อร่วมส่งมอบสินค้า บริการ และโซลูชั่น รวมถึงพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและทำให้ทรัพยากรธรรมชาติคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

“แนวโน้มของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยังสามารถเติบโตทางเศรษฐกิจได้ตามการเติบโตของประเทศและภูมิภาค ทำให้คาดการณ์อัตราการเติบโตของตลาดไทยและอาเซียนในปีนี้ว่าจะยังคงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ธุรกิจ แพคเกจจิ้งเอสซีจี จึงมั่นใจว่าการดำเนินงานตามกลยุทธ์เหล่านี้ จะสามารถสร้างความพร้อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และทำให้เราพร้อมเป็นคู่คิดด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรให้กับลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องทั้งในไทยและอาเซียนได้ดีมากยิ่งขึ้น ด้วยการมุ่งขยายการเจริญเติบโตไปยังประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน การจัดสรรงบลงทุนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง และเน้นการดำเนินงานตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นหลัก เพื่อให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เติบโตไปพร้อม ๆ กันอย่างยั่งยืน”นายธนวงษ์กล่าว

ก่อสร้างฟื้นหนุน

บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอสวิคเคอร์ส ประเมินว่า การเติบโตของกำไรสุทธิปี 2562 จะเติบโต 3% โดยมองว่า   ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างไปได้ดีต่อใน ครึ่งปีแรก 2562 เนื่องจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ภาครัฐมีการบริโภคเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2561 โดยใน ไตรมาส 4/2561 ยอดขายซีเมนต์โดยรวมที่โต 6%  หลักๆ มาจากการเติบโตของยอดขายภาครัฐ ส่วนวัสดุก่อสร้างอื่นเพิ่มชึ้นเช่นกัน (ยอดขายวัสดุก่อสร้างในครัวเรือน +4%YoY และยอดขายกระเบื้องเซรามิค +1%YoY)

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปี 2562 คาดว่าจะทรงตัว ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มยังคงเติบโตได้ดี แต่ก็ถูกชดเชยจากบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ที่ชะลอตัวลง  ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีมีแนวโน้มฟื้นหากการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีนประสบความสำเร็จ แนะนำ ซื้อ ราคาพื้นฐาน 504 บาท

เป้า 526 บาท

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง คาดความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศ และภูมิภาคขยายตัวต่อเนื่อง หนุนด้วยการก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจคของภาครัฐ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 35% ของความต้องการใช้โดยรวม

สำหรับส่วนต่างปิโตรเคมีในปี 2562 จะลดลงจากฐานสูงในปีก่อน, อุปทานในตลาดเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงจากสงครามการค้า เราคงประมาณการกำไรปกติ 4.9 หมื่นล้านบาท  เพิ่มขึ้น 5%  แต่ปรับลดกำไรสุทธิลงเป็น 4.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 4%  สะท้อนแผนตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพนักงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ที่เพิ่มค่าชดเชยกรณีการเลิกจ้างและเกษียณอายุจากเดิม 300 วันเป็น 400 วัน ทำให้ครึ่งปีแรก2562อาจมีค่าใช้จ่ายจากส่วนนี้ราว 2.0 พันล้านบาท

คงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2562 ขึ้นเป็น 526.00 บาท จากการปรับไปใช้  PER ที่ 13.0x (จากเดิม 12.0x) อ้างอิงค่าเฉลี่ยในอดีต 5 ปี เพื่อสะท้อนธุรกิจวัสดุก่อสร้างที่มีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน