PTG รายได้ปีนี้พุ่ง 1.36 แสนล. ดันNon-oil อัพยอดโตต่อเนื่อง

ทันหุ้น – PTG ปักธงรายได้ปี 2562 แตะ 1.35 แสนล้านบาท คาดปริมาณขายน้ำมันขยายตัวกว่า 20% เหยียบคันเร่งธุรกิจ Non-oil อัพยอดโตต่อเนื่อง พร้อมรุกแผนเดินเครื่องผลิตไบโอดีเซล เต็มกำลังภายในไตรมาส 4/2562  อีกทั้งอยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตรใหม่รองรับโรงงานผลิตเอทานอล คาดได้ข้อสรุปภายในปีนี้

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมในปี 2562 ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 1.35 – 1.36 แสนล้านบาท จากปี 2561 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ราว 1.08 แสนล้านบาท โดยแรงขับเคลื่อนมากจากบริษัทคาดการณ์การเติบโตของปริมาณการขายน้ำมันในปี 2562 จะเพิ่มขึ้นเป็น 4.8 พันล้านลิตร หรือเติบโตไม่น้อยกว่า 16 – 20% จากปี 2561 อยู่ที่ 4 พันล้านลิตร

ทั้งนี้บริษัทประเมินภาพรวมค่าการตลาดในปีนี้ยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในทิศทางที่ดีและอยู่ในระดับที่มีความเหมาะสม จากสิ้นปี 2561 เฉลี่ยอยู่ที่ 1.80 บาทต่อลิตร เป็นไปตามราคาน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับต่ำ 60 – 65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันผลประกอบการในปี 2562 ให้เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

ลุยไบโอดีเซล-เอทานอล

ขณะที่โรงงานผลิตไบโอดีเซลปัจจุบันมีการจำหน่ายให้กับคู่ค้า 2 รายใหญ่ ได้แก่ IRPC และ TOP นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหม่อื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตอนนี้ในโครงการดังกล่าวมีการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ แล้ว มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 2 แสนลิตรต่อวัน คาดว่าภายในเดือนพฤษภาคม 2562 จะเพิ่มเป็น 3 แสนลิตรต่อวัน และคาดว่าจะเดินเครื่อง ได้เต็ม 100% หรือที่ราว 4.5 แสนลิตรต่อวัน ภายในไตรมาส 4/2562 ปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าในธุรกิจดังกล่าวจะเข้ามาช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ส่วนความคืบหน้าโรงงานเอทานอลนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับทางพันธมิตรเพื่อจัดหาวัตถุดิบ ตลอดจนเทคโนโลยีทางการผลิต เพื่อเข้ามาช่วยยกระดับการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น บริษัทคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2562 เบื้องต้นมองการตั้งโรงงานในแถบภาคเหนือ และอีสาน เนื่องจากอยู่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบที่ใช้ในกระบวนการผลิต เช่น มันสัมปะหลัง และ อ้อย เป็นต้น โดยคาดจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 3 ปี หรือแล้วเสร็จประมาณปี 2565 เป็นต้นไป

ทุ่ม3.5พันล.อัพแกร่ง

ทางด้านธุรกิจ non-oil แผนงานในปี 2562 นี้ บริษัทจะยังคงรักษายอดขายให้เติบโตได้ 55 – 60% โดยปัจจุบันมีสาขาให้บริการรวมกว่า 504 สาขา ทั้งร้านสะดวกซื้อ Max Mart, ร้านกาแฟพันธุ์ไทย 178 สาขา, ร้านคอฟฟี่เวิลด์ 82 สาขา, ร้านข้าวแกงครัวบ้านจิตร 4 สาขา, ร้านซ่อมบำรุงสำหรับรถบรรทุก Pro Truck 9 สาขา, Autobacs 13 สาขา และ Max CAMP 5 สาขา เป็นต้น

ขณะเดียวกันบริษัทมีแผนขายแฟรนไชส์กาแฟพันธุ์ไทยในปีนี้เพิ่มอีก 30-40 สาขา หรือเพิ่มขึ้นอีกราว 10-15% จากปัจจุบันที่มีจำนวนสาขาเปิดให้บริการแล้วกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เบื้องต้นคาดใช้เงินลงทุนราว 1.5 – 2 ล้านบาทต่อสาขา ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของแต่ละสาขา , ขยาย Max CAMP 14 สาขา, ร้านสะดวกซื้อ Max Mart 30-50 สาขา, ร้านคอฟฟี่เวิลด์ 20 สาขา, Autobacs 15 สาขา และศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง 50 สาขา ดังนั้นจะส่งผลให้ภายในสิ้นปี 2562 มีสาขารวมประมาณ 700 สาขา

โดยปี 2562 บริษัทวางเงินที่ใช้รองรับลงทุนไว้ที่ 3.5 พันล้านบาท แบ่งเป็น การขยายสาขาของสถานีบริการน้ำมันและก๊าซแอลพีจีประมาณ 2.5 พันล้านบาท โดยมีแผนจะขยายสาขาเพิ่ม มาอยู่ที่ 2 พันสาขา และขยายธุรกิจ non-oil ประมาณ 500 ล้านบาท พร้อมกันนี้ บริษัทมีความสนใจการขยายการลงทุน ซึ่งอาจเป็นการซื้อกิจการ (M&A) เช่น โรงไฟฟ้า, โลจิสติกส์ และก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน เป็นต้น โดยปัจจุบันมีการเจรจาอยู่ 2-3 ราย คาดว่าจะสรุปได้ชัดเจนภายในปี 2562 อย่างน้อย 1 ราย