การปรับขึ้นรอบหน้าไปได้ถึง 1700 และ 1740 จุด ตามลำดับ

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน การเคลื่อนไหวของ SET ยังเป็นภาพการปรับตัวลง อย่างไรก็ตามจากการที่ผมได้มีโอกาส พูดคุยกับบรรดาท่านนักลงทุนทั้งหลายไม่ได้กังวลหรือกลัวตลาดมากนัก กลับกันยังแสดงถึงความเชื่อมั่นที่ว่าดัชนีบ้านเรายังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ ซึ่งในมุมมองผมก็เป็นมุมมองเดียวกันครับว่าตลาดบ้านเรายังปรับตัวขึ้นได้ต่อ เพียงแต่การปรับตัวลงมาในระยะนี้มีสาเหตุไม่มากนักและไม่น่าที่จะกังวลเกินไป โดยปัจจัยกดดันแรกมาจากทิศทาง fund flow ของนักลงทุนต่างชาติที่กลับมาไหลออกตั้งแต่ในเดือน ก.พ. ที่ขายสุทธิรวมถึง -1.0 หมื่นลบ. (หักรายการ Big lot ที่บริษัท Cypress Consolidated Healthcare Pte Ltd ซื้อหุ้น RAM จาก BDMS มูลค่ารวม 6.72 พันลบ.) และต่อเนื่องมาถึงเดือนมี.ค. นับตั้งแต่ต้นเดือนถึง 11 มี.ค. ซึ่งจัดทำคอลัมน์ฉบับนี้ นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิในตลาดบ้านเราที่ -9.2 พันลบ. (-288 ล้านเหรียญ) สอดคล้องกับทิศทางในตลาดภูมิภาคเช่นเดียวกัน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ  -2.4 พันล้านเหรียญ (ยอดสะสมตั้งแต่ 1 มี.ค. – 11 มี.ค.)

หากถามว่าทำไม fund flow ไหลออก ผมมองว่ามาจาก 2 ส่วนด้วยกัน  โดยส่วนแรกมาจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า (แต่ล่าสุดเริ่มกลับมาในทิศทางอ่อนค่าอีกครั้ง) หลังที่ ECB ส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปีนี้ จากเดิมที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ปีนี้ ทำให้เงินยูโรอ่อนค่า  ขณะที่ส่วนที่สองเกิดจากเม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลไปสู่ตลาดหุ้นจีน ซึ่งถูก MSCI เพิ่มน้ำหนักในดัชนี MSCI Emerging market รวมถึงมูลค่าพื้นฐานตลาดหุ้นจีนน่าสนใจโดยเทรด PE ระดับเพียง 10-11x  แต่กำไรในปีนี้จะเติบโตกว่า 20% ตลอดจนการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และปัจจัยบวกเรื่องการเจรจาการค้า ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นจีนดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้า   มาถึงปัจจัยที่สองที่กดดันตลาดหุ้นซึ่งผมมองว่าเกิดจากแรงขายทำกำไร หลังตลาดปรับตัวขึ้นมาต่อเนื่องในช่วงเดือนม.ค. โดยมีปัจจัยกระตุ้น ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ส่งสัญญาณชะลอตัว หรือหดตัว

ซึ่งหากวิเคราะห์สองปัจจัยกดดันข้างต้น ผมเห็นว่าไม่ได้สร้างความกังวลนักโดยภาพรวมทิศทาง fund flow มองว่าออกไปแค่ชั่วคราว ขณะที่หลังการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จะมีการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งผมมองว่าจะดึงดูดเม็ดเงินให้ไหลกลับสู่ตลาดบ้านเราอีกครั้ง ส่วนความกังวลตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเกิดจากผลกระทบของสงครามการค้าที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงการเจรจาและตลาดคาดว่าอาจจะได้ข้อสรุปภายในมี.ค.นี้ (มองทั้งสหรัฐ และจีน อยากให้จบเร็ว เพราะหากยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะทรัมป์ ซึ่งน่าจะอยากให้เศรษฐกิจดี เพื่อคะแนนนิยมสำหรับการเลือกตั้งในปีหน้า) ดังนั้นหากสงครามการค้ายุติ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณชะลอตัวปัจจุบันจะกลับมาเติบโต สอดคล้องกับมุมมองล่าสุดของประธานเฟด ซึ่งไม่ได้มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีนี้ หากแต่เป็นเพียงการชะลอตัวเล็กน้อยเท่านั้น   ดังนั้น เมื่อปัจจัยที่กดดันเป็นแค่ระยะสั้นและสุดท้ายจะหมดไป ในขณะที่ปัจจัยหนุนหลักยังคงอยู่ ได้แก่ 1) การยุติสงครามการค้า และ 2)  บรรดาธนาคารกลางสำคัญของโลกพร้อมใจกันใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินจะส่งผลให้ตลาดหุ้นในภาพรวมยังปรับตัวขึ้นได้ต่อ

หันมาดูตลาดบ้านเรากันบ้าง ผมมอง SET บริเวณใกล้ 1600 จุด เป็นแนวรับทางปัจจัยพื้นฐาน เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นค่าเฉลี่ย 3 ปี PE ของ SET (14.5x-15.0x) เมื่ออิงกับกำไรทั้งตลาดในปีนี้ ซึ่ง consensus คาดว่าอยู่ที่ 110 บาทต่อหุ้น มูลค่าทางพื้นฐานของ SET จะอยู่ที่ 1595-1650 จุด และหากถามว่า SET จะลงไปเทรดที่ระดับ PE -1.0 S.D. (มูลค่า SET จะอยู่ที่ 1560 จุด อิงกำไรตลาดปีนี้) เหมือนเมื่อปีก่อนหรือไม่..?     ผมมองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อย หรือหากเกิดจะเป็นแค่ระยะสั้นๆ และนั่นคือ โอกาสซื้อเหมือนเดิม เนื่องจากภาวะตลาดในปีนี้แตกต่างจากปีที่แล้วอย่างสิ้นเชิงซึ่งเผชิญปัจจัยลบต่างๆ และเต็มไปด้วยความกังวล    ดังนั้นหากถามระดับ PE ที่สมเหตุสมผลแล้วมองว่า SET ควรเทรดอยู่ระหว่างระดับค่าเฉลี่ยถึง +1.0 S.D มากกว่า ทำให้บริเวณค่าเฉลี่ย PE เปรียบเสมือนแนวรับทางพื้นฐานและระดับ +1.0 S.D. เป็นระดับเป้าหมายทางพื้นฐาน ซึ่งมีค่าอยู่บริเวณ 1700 จุด และหากตลาดให้พรีเมี่ยมกับ SET มากขึ้น โดยขึ้นไปเทรดที่ระดับ +1.5 S.D. จะได้มูลค่า SET อยู่ที่ระดับ 1740 จุด ซึ่งเป็นมุมมองของผมนั่นเองครับว่าเป้าหมายรอบนี้ของ SET ไปได้ถึงบริเวณ 1700 และ 1740 จุด ตามลำดับ…และพบกันใหม่ในฉบับหน้าครับ…ด้วยรักและหวังดี