EPG ฉายแววเด่น รัฐบูมรถยนต์EVดันออเดอร์แน่น

ทันหุ้น – EPG ฉายแววเด่น รับอานิสงส์ภาครัฐเร่งบูมรถยนต์ไฟฟ้า(EV) หนุนออเดอร์ผลิตชิ้นส่วนทะลัก แถมควักงบปั้นโรงงาน- M&A เพิ่ม ส่องค่าเงินบาทแข็งกระทบธุรกิจน้อย หลังวางหมากปรับสกุลเงินขายเป็นหยวน-นำเข้าวัตถุดิบเพิ่ม โบรกเกอร์ แนะ “ซื้อ” ชี้พิกัด 10.00 บาท

แหล่งข่าววงการอุตสาหกรรม เปิดเผยกรณีที่ภาครัฐมีแนวทางส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมทั้งมาตรการจูงใจให้หันมาใช้งาน เช่นในนอร์เวย์ จะมีทั้งในส่วนของเงินสนับสนุนโดยตรง และการลดภาษี ฯลฯ หวังแก้ปัญหามลพิษจากฝุ่นในระยะยาวนั้นทาง บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG มองเรื่องดังกล่าวน่าจะเป็นผลดีต่อธุรกิจ เพราะช่วยทำให้เกิดการลงทุนในส่วนของรถ EV มากขึ้น และทำให้บริษัทมีโอกาสได้รับคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ในการผลิตชิ้นรถ EV เพิ่มเติม หลังช่วงที่ผ่านมาธุรกิจได้รับงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทดังกล่าวให้กับทางค่ายรถชั้นนำของญี่ปุ่นแล้ว ตลอดจนปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ต่างๆ แสดงความสนใจให้บริษัทหน้าที่ผลิตชิ้นส่วนรถ EV ให้อีกหลายรายด้วย

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ EPG แบ่งเป็น กลุ่ม AEROKLAS อยู่ที่ 52%, AEROFLEX ราว 25%, EPP อีกราว 23% โดยหากจำแนกตัวเลขตามช่องทางการจัดจำหน่ายนั้นจะเป็น การผลิตและส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศอยู่ที่ราว 67-68% และที่เหลือเป็นการจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าในไทย

ปีหน้ารายได้พุ่ง 10%

ด้านรศ.ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในงวดบัญชีปี 2563 (เม.ย.62-มี.ค.63)  เบื้องต้นประเมินรายได้จะเติบโตประมาณ 10% เมื่อเทียบกับงวดบัญชีปี 2562 (เม.ย.61-มี.ค.62) ผลจากมีการทำตลาดลูกค้าใหม่เพิ่มเติม ประกอบกับมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในไลน์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเดิมให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ให้มากขึ้นและมีกำลังผลิตจากโรงงานแห่งใหม่เข้ามาเพิ่มเติม หลังบริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ ในจังหวัดระยอง ขนาดกำลังการผลิตฉนวนยางประเภท EPDM และโพลีเมอร์ (ถือเป็นสินค้าในกลุ่มธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น : AEROFLEX) อยู่ที่ราว 6,000 ตันต่อปี จากเดิมที่มีกำลังผลิตในกลุ่มดังกล่าวราว 24,000 ตันต่อปี หวังรองความต้องการที่ขยายตัว คาดน่าจะสามารถเปิดผลิตได้ช่วงปลายปีนี้

นอกจากนี้ บริษัทได้วางงบลงทุนในช่วง 3 ปี (ปี 2562-2564) ไว้ประมาณ 650 ล้านบาท แบ่งเป็น ลงทุนโรงงานระยองในปี 2562 อยู่ที่ 250 ล้านบาท, ลงทุนโรงงานกระจกอีก 100 ล้านบาท และที่เหลือใช้ในการทำห้องทำความสะอาด (ไม่นับรวมเม็ดเพื่อใช้ในการร่วมทุนหรือซื้อกิจการในอนาคตเพิ่มเติมอีกราว 500 ล้านบาท) หวังเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาวง

ส่วนประเด็นเกี่ยวกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างบริษัทประเมินไม่น่ามีผลกระทบต่อธุรกิจมากนัก เนื่องจากบริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์โดยการหันมานำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศให้มากขึ้น รวมทั้งยังได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับเงินจากการขายสินค้าจากเดิมคือ “เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ” เป็นในประเทศอื่นๆ แทน เช่น กรณีขายในประเทศจีนก็เปลี่ยนเป็นการเป็น “เงินสกุลหยวน” เป็นต้น เพื่อธุรกิจสามารถบริหารจัดการต้นทุนในส่วนนี้ได้มีประสิทธิ์ภาพยิ่งขึ้น

แกร่งเป้าไกล 10 บ.

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น EPG ให้ราคาเป้าหมาย 10.00 บาท เนื่งอจากมองว่า EPG มีโอกาสเติบโตจากการเกิดของสินค้าใหม่ ๆ จาก 3 ธุรกิจหลัก คือวัสดุก่อสร้าง ยานยนต์ และ Packaging โดยธุรกิจก่อสร้างนั้น มีข้อดีคืออัตรา GPM สูง และสามารถขยายตลาดต่อไปในต่างประเทศได้อีกในระยะยาว

ส่วนธุรกิจยานยนต์ฝายวิเคราะห์มองว่าเป็น Star ของ EPG เนื่องจากมีการขยายตัวที่ดีในช่วง 9 เดือนงวดบัญชีปี 2562 และแนวโน้มในอนาคตหากจะมีสินค้าเกิดใหม่จากการเปลี่ยนแปลงภาคอุตสาหกรรม ทั้งการเปลี่ยนไปสู่ยานยนต์ตามมาตรฐาน Euro 5 และ Euro 6 รวมถึงการผลิตรถยนต์ EV คาดว่าจะทำให้ EPG มีโอกาสของการสร้างยอดขายให้เติบโตอย่างมากในอนาคต ในขณะที่ธุรกิจ Packaging ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า EPG เตรียมรับประโยชน์จากแนวโน้มราคาเม็ดพลาสติกที่จะปรับตัวลดลงเนื่องจากซัพพลายเพิ่มมากขึ้น