MOONG : COMPANY SNAPSHOT

Company Background

  • จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเน้น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) สินค้าแม่และเด็ก 2) ของใช้ประจำวัน 3) อาหารและเครื่องดื่ม 4) กลุ่มสินค้าสำหรับผู้สูงอายุ
  • จัดจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท สินค้าในครัวเรือน ได้แก่ Foggy, Smile V และของใช้ประจำวัน ได้แก่ สำลี ผ้าเช็ดทำความสะอาดผิวสำหรับผู้ใหญ่ แปรงสีฟัน ผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาด ภายใต้ตราสินค้าวีแคร์ (V-care) และ Milk Me ผลิตภัณฑ์นมอัดเม็ด
  • ช่องทางการกระจายสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางต่างๆ ได้แก่ ร้านค้าสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรด (Modern Trade), ร้านค้าแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) และผ่านรถขายเงินสด (Cash Van) รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นๆ อาทิ Food service solution และ E-commerce เป็นต้น และบริษัทฯ ยังได้ขยายช่องทางไปยังประเทศใน CLMV ด้วย
  • ธุรกิจร่วมค้า : บริษัทฯ มีการลงทุนในบริํษัทต่างๆ ได้แก่ บจ.ไทยพีเจ้น ในสัดส่วน 47%, บจ.พีเจ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) ในสัดส่วน 2.5% และ บจ.โยชิโน มุ่งพัฒนา (ประเทศไทย) ในสัดส่วน 6%

Key Development of Company

2016       ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายของผลิตภัณฑ์ยาสีฟันสมุนไพร Tree Herb, ถุงขยะตราฮีโร่ และผ้าอนามัยตรา Midori

2017       ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายของผลิตภัณฑ์แยมผลไม้แบรนด์ ฟอร์เรสท์, ผลิตภัณฑ์แผ่นแปะป้องกันยุงและสเปรย์ป้องกันยุง ม็อซซี่การ์ด MOSSI Guard สเปรย์ปรับอากาศ Polar Spray และแชมพูย้อมสีผม Plante

2018       ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายของผลิตภัณฑ์เซรั่มบำรุงผมแบรนด์ Bio-women, ผลิตภัณฑ์ปลูกคิ้วและผมแบรนด์ Ai-aoon, ผลิตภัณฑ์ลูกอม Big foot และ Himalaya

Business Plan

บริษัทฯ มีแผนการดำเนินธุรกิจที่สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว สรุปได้ดังนี้

แผนด้านการกระจายสินค้า : โดยมุ่งเน้นการกระจายสินค้าผ่านช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อให้กระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางและสามารถให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้และการใช้ตราสินค้าได้อย่างทั่วถึง เพิ่มการเข้าถึงช่องทางด้านดิจิตอลเพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

แผนด้านการตลาด : มุ่งเน้นสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้ 4 categories หลัก ได้แก่ สินค้าสำหรับแม่และเด็ก, สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน, สินค้าประเภทอาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งที่เป็นสินค้าหลักของบริษัทอย่างต่อเนื่อง และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น

แผนด้านการปรับปรุงคลังสินค้า : มีการบริหารคลังสินค้าให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านผู้ให้บริการทางด้านคลังสินค้าและจัดส่ง (Logistic Service Provider) ที่มีระบบการบริหารจัดการที่เป็นมืออาชีพ เพื่อบริหารค่าใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และรองรับการขยายตัวทางธุรกิจในอนาคต

Investment Highlight

  • บริษัทมีการลงทุนในบริษัทร่วม ได้แก่ บจ. ไทยพีเจ้น (สัดส่วน 47%), บจ. พีเจ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) (สัดส่วน 2.5%) และ บจ. โยชิโน มุ่งพัฒนา (ประเทศไทย) (สัดส่วน 6%)
  • ปี 2016 บริษัทมีแผนการลงทุนทางการตลาดอย่างต่อเนื่องในกลุ่ม วีแคร์ ให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค รวมถึงการขยายธุรกิจไปยังตลาด CLMV อาทิ ลาวและกัมพูชา
  • ปี 2017 บริษัทเปิดเว็บไซต์ http://moong-shop.com/ เพื่อขยายช่องทางการขายไปยังช่องทางดิจิตอล
  • ปี 2018 บริษัทมีการออกสินค้าใหม่ ได้แก่ Milk Me ผลิตภัณฑ์นมอัดเม็ด และได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น รวมถึงมีการเพิ่มหน่วยรถเงินสด

Risk Factor

ปัจจัยความเสี่ยงหลักทางธุรกิจ และการป้องกันความเสี่ยง สรุปดังนี้

1.ความเสี่ยงจากการแข่งขันด้านธุรกิจ : บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้านการจัดจำหน่ายและเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ได้รับการยอมรับในการบริหารจัดการสินค้าอุปโภคบริโภคในรูปของผลิตภัณฑ์ของใช้ประจำวัน อาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง และมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี บริษัทฯได้เล็งเห็นถึง ความจำเป็นที่ต้องมีการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้สามารถรองรับการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืน โดยการสรรหาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้ตราสินค้าของบริษัท เน้นการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมมากที่สุดและกระจายทั่วทุกภูมิภาคอย่างต่อเนื่องด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้มาตรฐานระดับสากล สนันสนุนด้วยการมีห่วงโซ่อุปทาน ระบบโลจิสติกส์ที่เข้มแข็งและทันสมัยเพื่อช่วยให้บริษัทฯสามารถตอบสนองและรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีหลากหลายด้วยสินค้าคุณภาพสูง ราคายุติธรรม มีต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้และมีบริการจัดส่งสินค้าได้ตรงเวลาตามที่ลูกค้าต้องการอย่างทันที

2.ความเสี่ยงจากการปรับราคาวัตถุดิบ : สืบเนื่องจากภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง นับจากช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงนโยบายการคลังของประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอดจนกลุ่มประเทศพัฒนาในสหภาพยุโรป ทำให้การสรรหาแหล่งวัตถุดิบและปัจจัยสนันสนุนการผลิตยากต่อการบริหารล่วงหน้าได้ การถูกจำกัดในนโยบายของคู่ค้าที่สำคัญ ทำให้ส่วนงานฝ่ายจัดซื้อจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สามารถบริหารต้นทุนให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ ด้วยการทำงานร่วมกับฝ่ายการตลาดการวางแผนและการควบคุมคุณภาพ การสรรหาคู่ค้าใหม่ที่มีจุดแข็งทางด้านต้นทุน เพื่อสามารถปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ มีระดับราคาสินค้าเป็นที่ยอมรับในตลาดและสามารถแข่งขันได้ นอกจากนี้บริษัทฯ มีนโยบายกำหนดเงื่อนไขการทำธุรกิจร่วมกับคู่ค้าสำคัญ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยคงราคาตามที่กำหนด อย่างน้อย 1 ปี เป็นต้น

3.ความเสี่ยงจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว : บริษัทฯ เน้นขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ โดยเฉพาะช่องทางดิจิตอลรวมถึงการเพิ่มการเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายของสินค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น

MOONG เล็งบุกตลาดอาเซียน เร่งปั๊มยอดขายโตก้าวกระโดด

ทันหุ้น – “MOONG” เผยแผนงานปีนี้สยายปีกตลาดอาเซียนเพิ่ม หลังกระแสตอบรับตลาดลาวท่วมท้น พร้อมใส่เกียร์ปั๊มยอดขายโตก้าวกระโดดเป็นตัวเลข 2 หลัก ส่งซิกอยู่ระหว่างซุ่มพันธมิตรต่อยอดธุรกิจ โชว์กำไรปี 2561 พุ่ง 65.19% แตะ 127.66 ล้านบาท

 

นางสาวกิ่งกาญจน์ ติยะประเสริฐกุล ประธานบริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท มุ่งพัฒนา อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MOONG เปิดเผยถึงแผนงานในปีนี้ว่า ตั้งเป้ายอดขายโตกระโดดเป็นตัวเลข 2 หลัก ซึ่งในปีที่ผ่านมาส่วนของยอดขายส่งออกไปกลุ่ม CLMV เติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศลาวที่มีการเติบโตเกิน 100% ซึ่งในปีนี้จะมีการเพิ่มสินค้าใหม่เข้าไปจำหน่ายมากขึ้น คาดว่าปีนี้จะมีการเติบโตอยู่ที่ 20% โดยบริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดในอาเซียนมากขึ้น รวมถึงประเทศจีน

ขยายไลน์สินค้าเพิ่ม

สำหรับการขยายไลน์สินค้าอื่นนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์แม่และเด็ก จะเป็นกลุ่มสินค้าเครื่องใช้ครัวเรือน ซึ่งจะเป็นวีแคร์ อาทิ แปรงสีฟัน ผ้าเปียก สำลี รวมถึงถุงขยะ และนมอัดเม็ด ที่บริษัทพยายามจะมีแบรนด์เป็นของตัวเองเพื่อลดความเสี่ยง นอกจากนี้บริษัทจะเน้นการทำตลาดออนไลน์มากขึ้น เนื่องจากมีการเติบโตได้อีกมาก

ส่วนเรื่องของการลงทุนบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาเข้าไปลงทุนกับพันธมิตรที่จะมาต่อยอดธุรกิจเพิ่มเติม ซึ่งยังเปิดโอกาสให้กับผู้ที่จะเข้ามาเสริมกันในอนาคต

“เราก็มีดีลที่จะไปลงทุนเพิ่ม เราหาทุกโอกาส ดูในธุรกิจที่เป็นไปได้ที่จะมาเกื้อหนุนธุรกิจกับเรา และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เรามีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น” นางสาวกิ่งกาญจน์ กล่าว

โชว์กำไรปี 61 พุ่ง 65%

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2561 บริษัทมีกำไร 127.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.38 ล้านบาท หรือ 65.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 66.60 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขาย อยู่ที่ 878.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83.32 ล้านบาท จาก 795.37 ล้านบาทในปี 2561 หรือเพิ่มขึ้น 10.48% เนื่องจากการขายสินค้าแม่และเด็กที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงยอดขายผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิคส์ และยอดขายผ่านช่องทางการส่งออกไปยังประเทศลาวที่เพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ต้นทุนขายในปี 2561 เพิ่มขึ้น 25.73 ล้านบาท จาก 380.64 ล้านบาท ในปี 2560 เป็น 406.37 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 6.76% ตามยอดขายที่เติบโตเพิ่มขึ้น อย่าไรก็ตามสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายน้อยกว่าการเติบโตของยอดขายเนื่องมาจากการบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารในปี 2561 อยู่ที่ 474.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.64 ล้านบาท จากจำนวน 420.32 ล้านบาทปี 2560 หรือเพิ่มขึ้น 13% เนื่องจากค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายและการเพิ่มบุคลากรเพื่อรองรัการเติบโตของบริษัท

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม เพิ่มขึ้น 23.40 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 35.14 จาก 66.60 ล้านบาท ในปี 2560 เป็น 90.00 ล้านบาทในปี 2561 จากกำไรของบริษัทร่วมที่เพิ่มสูงขึ้น