บจ.ปี61กำไร 9.31 แสนล. ยอดขายรวมโต10.36%

ทันหุ้น –ตลท. เผยกำไรบจ.ปี 2561 อยู่ที่ 9.31 แสนล้านบาท มียอดขายรวม 11,871,726 ล้านบาท โต 10.36% ธนาคารพาณิชย์ทำกำไรสูงสุด ขณะที่ ASP เปิดโผหุ้นผันผวนต่ำ ชู BCH-QH-VGI-EASTW-SCCC-DRT-GFPT เด่นน่าลงทุน ส่วน AP-LH-QH-KKP-BBL ปันผลสูงยังไม่ขึ้น XD

นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)  เปิดเผยว่า หลักทรัพย์จดทะเบียนใน SET จำนวน 533 หลักทรัพย์ หรือคิดเป็น 97.80% จากทั้งหมด 545 หลักทรัพย์ (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน บริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด หรือ NPG) นำส่งผลการดำเนินงานงวดปี 2561 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 พบว่าหลักทรัพย์ที่รายงานผลกำไรสุทธิมีจำนวน 438 หลักทรัพย์ คิดเป็น 82% ของหลักทรัพย์จดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

*บจ.กำไรหลักทะลุ 1 ล้านล.

โดยผลการดำเนินงานงวดปี 2561 หลักทรัพย์จดทะเบียนมียอดขายรวม 11,871,726 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.36% ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core operating profit) 1,079,375 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.47% และมีกำไรสุทธิ 931,163 ล้านบาท ลดลง 1.45% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน

ด้านดัชนีชี้วัดความสามารถทำกำไรอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากปีก่อน โดยมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานหลัก 9.09% และอัตรากำไรสุทธิ 7.40% เทียบกับในปีก่อนที่ 9.79% และ 8.25% ตามลำดับ ขณะที่ด้านฐานะการเงินของกิจการ ณ สิ้นปี 2561 พบว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) ปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.29 เท่า จาก ณ สิ้นปี 2560 ที่ 1.24 เท่า

หมวดธุรกิจที่มีมูลค่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสูง คือ หมวดธนาคารพาณิชย์ ตามการขยายตัวของสินเชื่อและมีค่าใช้จ่ายเพื่อการสำรองหนี้เผื่อสงสัยจะสูญของธนาคารขนาดใหญ่ลดลง และหมวดเงินทุนและหลักทรัพย์ ที่เติบโตดีตามการขยายตัวของสินเชื่อรายย่อย

สำหรับผลการดำเนินงานงวดปี 2561 ของหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มียอดขายรวม 174,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.64% ขณะที่มีกำไรสุทธิ 5,131 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.09% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน

*SET ยืนในกรอบ 1630-1670 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดว่าก่อนเดินทางไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ตลาดหุ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ จะผันผวนแต่น่าจะยืนในกรอบ 1630-1670 จุด ตราบที่ยังไม่มีแรงหนุนจากต่างชาติ กลยุทธ์การลงทุนแนะนำหุ้นที่เข้าคุณสมบัติ

1.อิงการบริโภคในประเทศที่ได้ประโยชน์จากการใช้จ่ายภาครัฐ ตามนโยบายช่วยรากหญ้า ทั้งรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากการหาเสียง ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก ซึ่งปัจจุบัน หุ้นที่ Laggard และมี Upside สูงในกลุ่มคือ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ตามด้วยหุ้นที่เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อผู้มีรายได้น้อยผ่านการปล่อยสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ ได้แก่ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD, บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC หรือบริษัทที่ซื้อหนี้มาบริหาร เช่น บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT

*เลือกลงทุนหุ้น 1L2H

หุ้นผันผวนต่ำ แยกเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติ  1L2H โดย 1L คือ Low Beta คือ หุ้นที่ผันผวนต่ำน้อยกว่าตลาด และ 2H คือ High Upside และ High Growth ปี 2562 แม้ระยะสั้นราคาหุ้นมีโอกาสปรับตัวลดลงตามสภาวะตลาดที่ไม่ดี แต่แนวโน้มกำไรที่ยังมีโอกาสโตได้ดี จะคอยช่วยพยุงและหนุนราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นได้ในระยะถัดไป โดยฝ่ายวิจัยคัดเลือกหุ้นผันผวนต่ำ ตามกลยุทธ์ดังกล่าวได้ 7 บริษัท

ได้แก่ 1.บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH, บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH, บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ VGI, บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ EASTW, บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC, บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT และ บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) หรือ GFPT

ส่วนหุ้นที่ปันผลสูงที่ยังไม่ขึ้นเครื่องหมาย XD ได้แก่ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP, บริษัทแลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH, บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH, ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน) หรือ KKP และ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL