ตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ไม่ไปไหนไกล

เราประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้น่าจะไม่ไปไหนไกล แม้ระยะสั้น SET จะขานรับในเชิงบวก เพราะกรณียุบพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) เป็นไปตามตลาดคาด ขณะเดียวกันความได้เปรียบเสียเปรียบต่อจำนวนส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผลกระทบน้อยมาก เพราะหากพิจารณาจากโพล์ของเนชั่นวิเคราะห์เลือกตั้ง ส.ส. 350 เขต พบว่า ทษช. จะได้ส.ส. จำนวน 7 เขต (ตามรูป) ในเมื่อพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ พรรคอื่นๆ มีโอกาสได้ส.ส. เหล่านี้ไป ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเทมาทางพรรคเพื่อไทยที่คาดว่าจะได้ส.ส. 136 เขต บวกเพิ่มอีก 4-7 เขต และเพื่อไทยยังคงเป็นพรรคที่ได้คะแนนสูงสุดส่วนพลังประชารัฐเนชั่นโพล์คาดจะได้ส.ส. 62 เขต และเราคาดว่าอาจได้เพิ่มจากทษช.ที่ถูกยุบพรรค แต่ไม่เกิน 4  คน ขณะที่พรรคประชาธิปัต เนชั่นโพล์คาดจะได้ส.ส. 88 เขต ซึ่งจะเป็นตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตามการยุบพรรคครั้งนี้ ไม่มีผลกระทบ Timeline ในการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล โดย 23 พ.ค. 2019  เปิดประชุมรัฐสภา เลือกประธานสภาผู้แทนราษฏรและประธานวุฒิสภา และนายกฯ ปลาย มิ.ย. คาดจะได้ครม. ชุดใหม่

ส่วนระยะกลางคาดว่าจะ SET จะผัวผวนสูง เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้จำนวนส.ส. มากสุด ซึ่งโดยมารยาททางการเมืองจะพรรคที่ได้ส.ส. มากสุดในการพอร์มทีมรัฐบาล แต่หากไม่สามารถรวบรวมได้ ก็น่าจะให้พรรคอื่นที่สามารถรวมส.ส. ได้มากกว่ากึ่งหนึ่งของสภาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้จะกินเวลานานไปจนถึง 23 พ.ค. 2019 นักลงทุนต่างประเทศมองเป็นลบ แต่ได้ขายหุ้นลดความเสี่ยงออกมาแล้ว  ในช่วง 9 วันก่อน (net sell 1.9หมื่นล้านบาท)  ดังนั้น หากการเลือกตั้งไม่เลื่อนออกไปและไม่เกิดเหตุการณ์อื่นเหนือความคาดหมาย เราคาดว่านักลงทุนกลุ่มนี้ น่าจะยังชะลอการลงทุนเพื่อรอดูผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลนักลงทุนสถาบันในประเทศน่าจะมองในเชิงบวกจากภาวะการเมืองจะมีเสถียรภาพมากขึ้นจะทำให้นักลงทุนเกิดวามเชื่อมั่นในการลงทุนเพิ่มขึ้น

ที่สำคัญสุดคือ ปัจจัยต่างประเทศโดยเฉพาะความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวกลับมาเป็นตัวแปรที่กดดันตลาดมากขึ้นหลังรายงานตัวเลขเศรษฐกิจในยุโรปและจีนออกมาแย่กว่าคาด ขณะเดียวกัน ECB ถึงขั้นอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบรอบใหม่ และปรับลดประมาณการจีดีพีลง ส่วนรัฐบาลจีนก็ปรับเป้าจีดีพีโตอยู่ในระดับ 6-6.5% ต่ำกว่าปีก่อน ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าในสัปดาห์นี้นักลงทุนน่าจะยังชะลอการลงทุนรอผลการเลือกตั้งและรอปัจจัยบวกใหม่เข้าสู่ตลาด

หุ้นแนะนำจะเป็นหุ้น Defensive + Growthคือ

CKP* (ซื้อ, เป้าเชิงกลยุทธ์ 5 บาท) – หุ้น Defensive +Growth ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ

  • CKP เป็นหุ้น Defensive + Growth อีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากมีกระแสเงินสดมั่นคงตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว 2 ปีที่ผ่านมา CKP มีกำไรเติบโตสูงต่อเนื่อง อีกทั้งปีนี้จะยังอยู่ในช่วงการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำไซยะบุรีที่มีกำลังสูงถึง 1285MW ที่จะเริ่มผลิตไฟฟ้าในเดือนต.ค. นี้ซึ่งจะยิ่งหนุนกำไรให้เติบโตก้าวกระโดดอีก 2 ปีข้างหน้า
  • คาดปีนี้จะมีกำไรสุทธิ 824 ล้านบาท(Bloomberg consensus) เพิ่มขึ้น 38%yoy
  • ราคาหุ้นปัจจุบันเทรด PE ปี 2019 ที่49 เท่า พร้อมมีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งพร้อมจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่า 2%ต่อปี

SAWAD (ซื้อ, เป้าเชิงกลยุทธ์ 53 บาท) การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน BFIT จะหนุนกำไรทั้งทางตรงและทางอ้อม

  • แนะนำ “ซื้อ” SAWAD ที่ราคาเป้าหมาย 57.00 บาท (อิง PBV 2x เทียบเท่า Avg.PBV-1SD)
  • ยอดสินเชื่อที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อผ่าน BFIT ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย รวมทั้งค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่ลดลง ตามคุณภาพสินเชื่อที่ดีขึ้น ทั้งนี้เรามองว่า SAWAD มีความสามารถในการเพิ่มทุนในครั้งนี้จากเงินทุนที่ได้รับจาก Cathay มากกว่า 2.6 พันล้านบาท และเชื่อว่าเป็นคนที่เพิ่มทุนเพียงบริษัทเดียว เพราะ SAWAD ต้องการถือหุ้นใน BFIT เพิ่มขึ้นซึ่งจะทำให้ SAWAD ได้ผลประโชยน์อย่างเต็มที่ เมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

คาดผลการดำเนินงานปี 2019 ยังดีต่อเนื่องอยู่ที่ 3.3 พันล้านบาท (+20%yoy) โดยมองว่า Loan Yield ได้ผ่านจุดต่าสุดในปีที่ผ่านมา และจะทยอยเพิ่มขึ้น จากการครบอายุสัญญาเช่าซื้อที่มี Loan Yield ที่ต่า ควบคู่การปล่อยสินเชื่อใหม่ที่มี Loan Yield ที่สูงขึ้น