26บจ. น่าห่วงตบเท้าขึ้น C เปิดวิธีส่องหุ้นเทิร์นอะราวด์

ทันหุ้น – ส่องหุ้นขึ้นเครื่องหมาย C พบ นักวิเคราะห์แนะนำหลีกเลี่ยงหุ้นดังกล่าว เผยสถิติขึ้นเครื่องหมายเมื่อใดราคาหุ้นร่วงแรง ด้านนักวิเคราะห์แนะนำหลีกเลี่ยงชี้เสียงโอกาสพลาดสูง ระบุส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมขาลง ความสามารถแข่งขันน้อยแก้ไขยาก แนะกลยุทธ์จับหุ้นเทิร์นอะราวด์ เจาะลึกหุ้นที่มีโอกาสรอดมากสุดในกลุ่ม

ทีมงานทันหุ้น ส่องหุ้นขึ้นเครื่องหมาย C หรือ Caution ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ตลาดหลักทรัพย์ตั้งขึ้นมาเพื่อเตือนผู้ลงทุน เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนที่ขึ้นเครื่องหมาย C อาจจะมีเหตุการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อฐานะการเงินและการดำเนินธุรกิจ พร้อมๆ กับการขึ้นเครื่องหมาย C ผู้ลงทุนจะต้องซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวด้วยบัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance) เท่านั้น

สำหรับเกณฑ์การขึ้นเครื่องหมาย C นั้น จะขึ้นก็ต่อเมื่อเกิด ส่วนของผู้ถือหุ้นน้อยกว่า 50% ของทุนชำระแล้ว หรือ มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ-ล้มละลาย และศาลรับคำร้องไว้แล้ว  หรือ ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน หรือ แสดงความเห็นว่างบการเงินไม่ถูกต้อง หรือ สำนักงาน ก.ล.ต. มีคำสั่งให้บริษัทแก้ไขงบการเงิน หรือมีคำสั่งให้มีการตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special Audit) หรือ เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีสินทรัพย์ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดในรูปของเงินสดหรือหลักทรัพย์ระยะสั้น (Cash Company) โดยเกณฑ์การขึ้นเครื่องหมาย C เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา

26 บจ.ติดเครื่องหมาย C

จากการสำรวจของทีมงานทันหุ้นพบว่าปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนที่ขึ้นเครื่องหมาย C ล่าสุด จำนวน 26 บริษัท ประกอบด้วย 7UP , HYDRO , SMM , NMG , JUTHA , PACE , EFORL , SPORT , T , TFI , TSF , UMS , APEX , AQ , AS , DIGI , EIC , FC , GJS , MPG , NEWS , PE , TSI , NEP , NOK , MPIC

โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2561 ที่มีจำนวน 24 บริษัท โดยมีหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย C ตั้งแต่ต้นปีจนถึงมีนาคม 2562 จำนวน 3 บริษัทประกอบด้วย 7UP , HYDRO และ SMM ทั้งนี้ HYDRO ได้เคยพ้นจากเครื่องหมาย C ไปในช่วงเดือนพฤศจิกายน และกลับมาติดอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้ ขณะที่หุ้นที่พ้นจากเครื่องหมาย C มีเพียงบริษัทจดทะเบียนเดียวคือ EMC

เมื่อสำรวจเพิ่มเติมพบว่า ราคาหุ้นของบริษัทที่ถูกขึ้นเครื่องหมาย C วันแรกส่วนใหญ่มักจะปรับตัวลดลงจากวันก่อนหน้า 2-16% โดยมีค่าเฉลี่ยการปรับตัวลดลงราว 6.09%

เตือนแมงเม่าลุย C เสี่ยงสูง

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า นักลงทุนทุกประเภททั้งเก็งกำไรและระยะยาวควรที่จะหลีกเลี่ยงหุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย C เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงมากหากท้ายที่สุด แล้วส่วนทุนติดลบ ซึ่งอาจจะทำให้ติดหุ้นได้ และส่วนใหญ่หุ้นที่ขึ้นเครื่องหมาย C มักจะมีความเสี่ยงด้านการเพิ่มทุน ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาสำหรับนักลงทุน

“นักเก็งกำไรก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง เพราะการเก็งกำไรที่ดี ก็คือถ้าบริษัทใช่ก็ถือ ไม่ใช่ก็คัท ลงทุนต้องเร็ว แต่กรณีนี้อาจจะอยู่กับมันนานหรือไม่ก็จะถูกบังคับเพิ่มทุน”

ขณะเดียวกันเมื่อตรวจสอบชื่อบริษัทจดทะเบียนที่ขึ้นเครื่องหมาย C นั้น ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขาลง แข่งขันสู้ไม่ได้ แข่งกับคนอื่นแย่ ซึ่งแก้ไขได้ยาก

อย่างไรก็ดีหากนักลงทุนจะเข้าลงทุนหุ้นเหล่านี้เพื่อหวังการเทิร์นอะราวกลับมาได้กำไรสูงนั้น สามารถทำได้ แต่หุ้นเหล่านี้จะเหมาะกับนักลงทุนที่มีความสามรถในการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่า ว่าสาเหตุที่บริษัทมีปัญหาเพราะอะไร และสามารถแก้ไขได้หรือไม่

นายกิจพล บอกด้วยว่า วิธีการตรวจสอบบริษัทเหล่านี้ เบื้องต้นต้องประเมินว่า หากใส่เงินลงมา สามารถแก้ไขปัญหาได้ไหม หากคำตอบคือเงินแก้ไขได้ ก็สามารถลงทุนได้ และต้องไปค้นว่าการติดเครื่อง C เกิดจากอะไร เช่น ผู้สอบบัญชีไม่รับรองงบ อันนี้จะเป็นความเสี่ยงสูงหน่อย เพราะไม่รู้ว่าใส้ในเป็นอย่างไร

แต่ถ้าเป็นส่วนผู้ถือหุ้นลดลงมาก ก็จะต้องไปดูพัฒนาการ ต้องมีแนวทาง แก้ปัญหา ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะต้องมีการจัดประชุมชี้แจง แนวทางแก้ปัญหาให้นักลงทุน ก็จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ต้อรับทราบแนวทาง และพิจารณาว่าเป็นไปได้หรือไม่

“กลุ่มพวกนี้หลายตัว อย่างน้องครึ่งนึงแย่มาจากอุตสาหกรรมที่มีปัญหา ทำให้ภาวการณ์ลงทุนไปก่อนหน้า ไม่สามารถร้างผลตอบแทนได้ ทำให้เงินทุนหมุนเวียนร่อยหรอย พวกนี้เวลาอาจจะแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ไม่ควรยุ่ง”

AQ-GJS มีแววรอด

ด้านแหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ระบุว่า หุ้นที่อาจจะมีโอกาสที่รอดในกลุ่มที่ติดเครื่องหมาย C มี 2 หุ้นเด่นๆ ด้วยกัน คือ บริษัท จี เจ สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GJS ผู้ดำเนินธุรกิจเหล็ก โดยที่มาของปัญหานั้นคือการที่บริษัทมีค่าเสื่อมราคาที่สูงปีละ 869 ล้านบาท และมีการตั้งสำรองเผื่อด้อยค่าของเครื่องจักรราว 1,422 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะมีการโอนทุนสำรองตามกฎหมายเพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสม และจะลดพาร์จาก 6.90 บาท เป็น 0.96 บาท ทำให้ทุนชำระแล้วลดลงจาก 9.6 หมื่นล้านบาท เป็น 1.33 หมื่นล้านบาท ซึ่งการที่ GJS จะฟื้นตัวได้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมเหล็กกลับมาฟื้นตัว และมีการใช้เพิ่มขึ้นด้วย

บริษัท เอคิว เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ AQ ก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่มีโอกาสในการพ้นเครื่องหมาย C และกลับมาได้ โดยปัญหาหลักๆ ของ AQ ก็คือการที่บริษัทมีผลขาดทุนจากการตั้งสำรองภาระหนี้สิน ซึ่งศาลมีคำสั่งให้รับผิดชอบค่าเสียหาย 10,004.47 ล้านบาท ให้กับธนาคารกรุงไทย โดยบริษัทจ่ายไปแล้ว 1,635 ล้านบาท เหลือภาระหนี้สินที่ต้องชดใช้ 8,368 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา AQ ได้มีการขายทอดตลาดที่ดินแล้วในราคา 8,914 ล้านบาท สูงกว่ามูลหนี้ ซึ่งหากมีการจ่ายเงินเสร็จสิ้นจะทำให้บริษัทพ้นจากเครื่องหมาย C ในที่สุด