DTAC

ตลาดหุ้นไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลงจากแรงขายทำกำไรที่แนวต้านของเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ 1670 จุดมาทดสอบแนวรับที่บริเวณ 1650 จุด ซึ่งเราคาดว่า การปรับฐานหลังจากหลุดแนวรับที่ 1655 จุดลงไป แนวโน้มในระยะสั้นยังมีความเสี่ยงในการปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 1635-1640 จุด

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในวันนี้ คือ หุ้น DTAC บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)  ดำเนินธุรกิจให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในระบบความถี่ 800 และ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ภายใต้ชื่อทางการค้า “ดีแทค” และธุรกิจให้บริการที่เกี่ยวข้อง

สำหรับผลการดำเนินปี 61 มีขาดทุนสุทธิ 4,368 ล้านบาท คิดเป็นขาดทุนต่อหุ้น 1.85 บาท พลิกกลับมาขาดทุนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 60 ที่มีกำไรสุทธิ 2,144 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.89 บาท

สำหรับปี 2561 รายได้จากการให้บริการของบริษัทยังคงได้รับผลกระทบจากการแข่งขันในตลาดที่อยู่ในระดับสูง ในขณะที่ความไม่แน่นอนในประเด็นเรื่องการหมดอายุสัญญาสัมปทานได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในปี 2561 ลดลง 2.8% จากปีก่อน สอดคล้องกับประมาณการที่คาดไว้

ในขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA (ก่อนรายการอื่น) ของบริษัทอยู่ที่ 28,391 ล้านบาทลดลง 6.7% จากปีก่อนโดยส่วนใหญ่เป็นผลกระทบจากรายได้จากการให้บริการที่ลดลง รวมทั้งมีค่าใช้จ่ายในการโรมมิ่ง 4G บนโครงข่ายคลื่นความถี่ 2300MHz ที่จ่ายให้กับบมจ.ทีโอที และค่าใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์โทรคมนาคมที่จ่ายให้บมจ. กสท.โทรคมนาคม

โดย EBITDA margin ของปี 2561 อยู่ที่ระดับ 37.9% สอดคล้องกับประมาณการที่คาดไว้ ทั้งนี้ บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 4,369 ล้านบาทในปี 2561 โดยเป็นผลจากการบันทึกค่าใช้จ่ายเพื่อการระงับข้อพิพาทกับ กสท. เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิ 2,115 ล้านบาท

ณ สิ้นปี 2561 บริษัทมีฐานลูกค้ารวมอยู่ที่ 21.2 ล้านเลขหมาย ลดลงกว่า 1.5 ล้านเลขหมายจากปีก่อนอันเป็นผลจากการลดลงของฐานลูกค้าระบบเติมเงินในขณะที่การเติบโตของฐานลูกค้าระบบรายเดือนช่วยชดเชยได้บางส่วน โดยฐานลูกค้าระบบเติมเงินมีจำนวนอยู่ที่ 15.1 ล้านเลขหมาย ลดลงกว่า 1.9 ล้านเลขหมายจากปีก่อนอันเป็นผลจากการแข่งขันในตลาดที่อยู่ในระดับสูงและการเปลี่ยนลูกค้าจากระบบเติมเงินเป็นระบบรายเดือน ในขณะที่ฐานลูกค้าระบบรายเดือนมีจำนวนเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่ระดับ 6.1 ล้านเลขหมาย เพิ่มขึ้น 0.4 ล้านเลขหมายจากปีก่อน

นายดิลิป ปาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการเงินของดีแทค กล่าวว่า โครงสร้างต้นทุนของดีแทคได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นค่าใช้จ่ายชั่วคราว นั่นคือค่าใช้จ่ายจากมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว ระหว่างวันที่ 16 กันยายน ถึง 15 ธันวาคม 2561 ค่าธรรมเนียมและต้นทุนการดำเนินงาน Regulatory costs ได้ลดลงอย่างมากเนื่องจากการที่ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้ให้กับ บมจ.กสท โทรคมนาคม อีกต่อไป

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการโรมมิ่งโครงข่ายบนคลื่น 2300 MHz ของบมจ.ทีโอที และค่าเช่าเสาสัญญาณ และโครงสร้างโครงข่ายพื้นฐานจากกสท. ได้เริ่มต้นในเดือนเมษายน และกันยายน 2561 ตามลำดับ ค่าตัดจำหน่ายของสิทธิในการใช้ทรัพย์สินภายใต้สัมปทานได้สิ้นสุดลงแล้วเช่นกันนับจากเดือนกันยายน 2561 แต่บางส่วนได้ถูกแทนที่ด้วยค่าตัดจำหน่ายของใบอนุญาตคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz ในเดือนธันวาคม 2561 การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลเล็กน้อยต่อผลการดำเนินงานของดีแทคในปี 2561 และจะมีผลเต็มที่ในปี 2562 นี้ นอกเหนือจากนั้น บริษัทต้องการเวลาในการประเมินศักยภาพสำหรับการกลับไปเติบโตอีกครั้งในปี 2562

DTAC มีราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก Bloomberg Consensus เท่ากับ 49.00 บาท โดยมีราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 58.00 บาท และมีราคาเป้าหมายต่ำสุดที่ 37.00 บาท

ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 53.00-53.50 ก่อนที่จะถูกขายทำกำไร ในขณะที่โครงสร้างการเคลื่อนไหวในระยะยาวยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยมีแนวต้านที่ 54.00 และ 59.00 เป็นแนวต้านสำคัญ ถ้าทะลุผ่านขึ้นไปได้ จะมีเป้าหมายขึ้นไปที่ 73.00-74.00 ส่วนการปรับฐานในระยะสั้นมีแนวรับที่ 50.00 และ 48.00 เป็นจังหวะในการเข้าซื้อ

สนใจบทความย้อนหลัง และเรื่องราวที่น่าสนใจ สามารถหาดูได้ในเพจ เทพ คำนวณ