KWM-BM รอรับอานิสงส์ รัฐหนุนเครื่องจักรเกษตร

ทันหุ้น- KWM-BM จ่อรับประโยชน์เต็มๆ หลังกระทรวงอุตสาหกรรม-กลุ่มเกษตร-เอกชน ขอรัฐหนุนสินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตร คาดรออนุมัติเร็วๆ นี้ ด้านผู้บริหาร KWM ยิ้มรอ ชี้ส่งงานให้คูโบต้าสัดส่วนรายได้ถึง 80% พร้อมผลิตเพิ่ม ย้ำปีนี้โตได้ 20% ด้วย ผู้บริหาร BM เฮด้วย ส่งงานคูโบต้าปีละ 200 ล้าน จ่อผุดนวัตกรรมเครื่องจักรกลเกษตรเพิ่มเติม

จับตาการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อเครื่องจักรกลทางการเกษตร หลังจากที่ภาคการเกษตรได้หารือกันโดยเฉพาะชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตลาย ที่จะลดการเผาอ้อยก่อนส่งโรงงานเพื่อป้องกันฝุ่นละออง ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ระบุถึงแนวทางที่จะดำเนินการนั้นก็คือ การขอให้ภาครัฐสนับสนุนสินเชื่อวงเงิน 6,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี (2562-2564) ปีละ 2,000 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร ซึ่งอยู่ในขั้นตอนหารือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ

นายเอกพันธ์ วนโกสุม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เค.ดับบลิว.เม็ททัล เวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ KWM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับใช้ในการเกษตร ได้แก่ ใบผาล โครงผาล ใบเกลียวลำเลียง และใบดันดิน เปิดเผยว่า หากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้เกษตรกรซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน และช่วยลดการเผาอ้อยที่ให้เกิดปัญหามลพิษ จะส่งผลต่อคำสั่งซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่จะมีเพิ่มมากขึ้น โดยตลาดเครื่องจักรกลทางการเกษตรมีมูลค่ารวมประมาณ 70,000 ล้านบาท ซึ่งหากมีการสนับสนุนสินเชื่อ 6,000 ล้านบาท ตามที่ปรากฎในข่าว ก็คิดเป็นส่วนเพิ่มเติมขึ้นมาประมาณ 10%

KWM โตตามคูโบต้า

บริษัทจะได้รับผลประโยชน์มากสุดเนื่องจากเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ ให้กับ คูโบต้า ซึ่งครองมาร์เก็ตแชร์ 92% ของตลาด โดยสัดส่วนรายได้ของบริษัทที่มาจากคูโบต้ามีสูงถึง 80% ของรายได้ทั้งหมด ดังนั้นหากเครื่องจักรกลทางการเกษตรมีความต้องการสูงขึ้น ก็ย่อมจะส่งผลดีต่อบริษัทตามมาโดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากคูโบต้า

ทั้งนี้บริษัทได้ตั้งเป้ารายได้ปี 2562 เติบโตราว 20% แต่ก็พร้อมจะปรับเป้าหากมีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่มเติม โดยนอกจากการส่งสินค้าให้กับคูโบต้าแล้ว สินค้าของบริษัท อาทิ  ใบผาล ยังเป็นสินค้าที่สิ้นเปลือง ซึ่งจะเกษตรกรต้องซื้อซ้ำเปลี่ยนอุปกรณ์ต่อเนื่องทุกปี ดังนั้นหากมีการสนับสนุนให้มีการใช้เครื่องจักรบริษัทก็มีโอกาสจะได้ทั้งออเดอร์ที่เพิ่มขึ้นจากคูโบต้า และ เกษตรกร

อย่างไรก็ดีในส่วนของกำลังการผลิตนั้นบริษัทยังสามารถที่จะรองรับได้อีกมาก เนื่องจากบริษัทได้มีใช้หลักการผลิตแบบคงที่ (Flat Pattern) และใช้วิธีการเก็บสต็อก ดังนั้นเมื่อมีความต้องการสูง บริษัทก็จะมีสินค้าส่งมอบทันที โดยวางแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการสินค้าจักรกลการเกษตรที่เพิ่มขึ้น

นายเอกพันธ์ ระบุด้วยว่า ในส่วนอัตรากำไรสุทธิของบริษัทนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากระดับ 8.95% เนื่องจากบริษัทได้ดำเนินการลดต้นทุนทางการผลิตตามแนวคิด ไคเซ็น มาโดยตลอด ซึ่งปีนนี้คาดว่าจะลดได้ 1-2% ซึ่งบริษัทจะนำไปลดราคาสินค้าที่จะขายให้กับคูโบต้าส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นมาร์จิ้นที่เพิ่มขึ้นของบริษัทเอง

BMลุยผลิตเครื่องจักรเกษตร

ด้าน นาย ธีรวัต อมรธาตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกชีทเม็ททัล จำกัด (มหาชน) หรือ BM เปิดเผยว่า บริษัทจะได้รับประโยชน์โดยตรงหากภาครัฐมีการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตร เนื่องจากบริษัทมียอดขายให้กับคูโบต้าราว 200 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นหากมีคำสั่งซื้อเครื่องจักรกลทางการเกษตรเพิ่มขึ้น ก็จะส่งผลดีต่อยอดขายของบริษัทที่จะเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งในสวนของเครื่องจักรกลทางการเกษตรวางเป้ายอดขายเติบโตตามคูโบต้า ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการเติบโตอย่างมากในปี 2563

อย่างไรก็ดีบริษัทยังมีแนวคิดที่จะดำเนินนวัตกรรมเครื่องจักรกลทางการเกษตรของบริษัทเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกร ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรง

“วันนี้เรามีตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าออกมา ก็คล้ายกันเราก็กำลังจะสร้างนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เพื่ออำนวยความสะดวกเกษตรกร”

นายธีรวัต บอกด้วยว่า บริษัทตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ 20% โดยยังไม่รวมการดำเนินนวัตกรรมต่างๆ เนื่องจากแม้จะยังอยู่ในแผนของบริษัทแต่ก็ยังตรวจสอบในแง่ของต้นทุน การตลาด และเสียงตอบรับต่าง

THANIหวังโตทางอ้อม

นายวิรัตน์ ชินประพินพร ประธานกรรมการ บริษัท ธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ THANI กล่าวว่า บริษัทอาจจะไม่ได้รับผลโยตรง แต่จะช่วยส่งอานิสงส์ทางอ้อมให้กับบริษัท เนื่องจากนโยบายอาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตมากขึ้น ทำให้ความต้องการขนส่งสินค้าเกษตรมีการขยายตัว ซึ่งจะไปสะท้อนต่อการลงทุนซื้อรถบรรทุกเพื่อรองรับการขนส่งสินค้าเกษตรที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น

สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมในปี 2562 มองว่ายังมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง จากราคาสินค้าทางการเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้เกษตรเก็บเกี่ยวผลผลิตไปจำหน่ายได้มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้งานรถบรรทุกยังมีอยู่ ขณะที่การแข่งขันยังไม่สูงมาก โดยส่วนใหญ่คู่แข่งทางการค้าบริษัทจะเป็นธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ แต่ด้วยเป็นสถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่ทำให้การเดินเรื่องปล่อยกู้มีความล่าช้ากว่าบริษัทจึงมองว่าจะเป็นโอกาสให้ลูกค้าเลือกที่จะกู้กับทางบริษัทมากกว่า

โดยในปี 2562 บริษัทตั้งเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อจะเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 10% หรือมีพอร์ตสินเชื่อจะเติบโตแตะระดับ 50,000 ล้านบาท ต่อเนื่องจากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,640.75 ล้านบาท และมีรายได้รวมที่ 3,827.36 ล้านบาท และยังคงนโยบายคงระดับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ไม่ให้เกินกว่า 4% ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตปล่อยสินเชื่อรถบรรทุกมากกว่า 70% ของพอร์ตรวม ส่วนที่เหลืออีกราว 30% จะมาจาก ปล่อยสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อรถซุปเปอร์คาร์, รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์, รถยนต์ และรถ Micro Bus ที่จะใช้ทดแทนรถตู้สาธารณะที่ครบกำหนดอายุใช้งาน เป็นต้น

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีความสนใจและมองหาโอกาสในการขยายการปล่อยสินเชื่อในต่างประเทศ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษากฎระเบียนและเจรจากับพันธมิตรท้องถิ่นที่มีศักยภาพ ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV เบื้องต้นทางเวียดนาม และเมียนมา ได้เข้ามาพูดคุยอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องด้วยกฎระเบียบการปล่อยสินเชื่อของประเทศดังกล่าวยังไม่มีเสถียรภาพ ประกอบกับกำลังซื้อในประเทศยังมีอยู่ทำให้ในปีนี้จึงยังคงมุ่งเน้นการลงทุนในประเทศเป็นหลักก่อน

นายธีรวุฒิ กานต์นิภากุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส – ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การภาครัฐสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อ ผู้ที่จะได้อานิสงส์คือผู้จำหน่ายเครื่องจักรกลทางการเกษตรอย่างคูโบต้า และส่งอานิสงส์ทางอ้อมให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักรกลเกษตร ที่จะได้ออเดอร์ผลิตเพิ่มมากขึ้นจากความต้องการใช้งาน ในลำดับถัดไป แต่หากมีมีนโยบายให้กลุ่มผู้ประกอบการปล่อยสินเชื่อภาคเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบด้วย อาจส่งอานิสงส์เชิงบวกต่อกลุ่มหุ้นปล่อยสินเชื่อ ทั้ง THANI และ GCAP เนื่องพอร์ตส่วนใหญ่มาจากการปล่อยสินเชื่อรถบรรทุก และจักรกลทางการเกษตร ตามลำดับ แต่ต้องรอดูกำหนดการที่ชัดเจน