คัด 8 หุ้นจาก2 กลุ่ม ที่มีปัจจัยเฉพาะตัว : High Dividend & Turnaround

ในจังหวะที่ตลาดยังเดินหน้าไปไม่ไกล นักลงทุนมองหาที่มีปัจจัยเฉพาะตัวมากขึ้น  ทีมกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ KTBST คัดหุ้น โดยเน้นไปที่หุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นไปไม่มากและมีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว 2  กลุ่ม  คือ

1.หุ้นที่ราคาลงมามากทำให้ Dividend Yield อยู่ในระดับสูง (QH, LH, TTW, GLOW, CPNREIT)

2.หุ้นที่มีแนวโน้ม turnaround หรือ มี growth สูง (EA, SAWAD, CBG)

  1. หุ้นที่ให้ผลตอบแทนด้านเงินปันผลสูง

หุ้นที่เป็นไปตามเงื่อนไข ประกอบด้วย

  • QH :คาดปี 2019 จะให้ Yield 6.9% ต่อปี เป็นพื้นฐานที่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีแผนเปิดโครงการบ้านและคอนโดใหม่ต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีกำไรเติบโต 4% ในปี 2019 ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดกันที่ระดับ PE 8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาฯ ที่ 7 เท่า
  • LH* :คาดปี 2019 จะให้ Yield 6.5% ต่อปี เป็นพื้นฐานที่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีแผนเปิดโครงการบ้านและคอนโดใหม่ต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีกำไรเติบโต 1% ในปี 2019 ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดกันที่ระดับ PE 8.27 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาฯ ที่ 7 เท่า
  • TTW* :คาดปี 2019 จะให้ Yield 5.4% ต่อปี เป็นหุ้นสาธรญูปโภค (ขายน้ำประปา) มีสัญญาซื้อขายน้ำกับการประปาระยะยาว ส่งผลให้บริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มั่นคง ทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ คาดว่าจะมีกำไรเติบโต 5% ในปี 2019 ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดกันที่ระดับ PE 17 เท่าใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีต
  • GLOW* :คาดปี 2019 จะให้ Yield 5.9% ต่อปี เป็นหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ EGAT และเอกชนในนิคมอุตสาหกรรม มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่มั่นคง และยังมี Upside จากการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า SPP ที่ขายไฟฟ้าให้กับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนอกจากจะสามารถจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ และอาจมี Growth ของกำไรอีกด้วย คาดว่าจะมีกำไรเติบโต 1% ในปี 2019 ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดกันที่ระดับ PE 16.6 เท่า
  • CPNREIT* :คาดปี 2019 จะให้ Yield 6.3% ต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยกองทุนอสังหาฯ/REIT ที่ทำธุรกิจศูนย์การค้าที่ 5.7% CPNREIT เป็นกอง REIT ที่มีความแน่นอนของรายได้ค่าเช่าในสินทรัยพ์ของกลุ่มเซ็นทรัลและมี Occupancy Rate เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและยังมีแผนเข้าลงทุนในสินทรัพย์ใหม่เพิ่ม

*    หุ้นที่ KTBST ไม่ได้มีการจัดทำบทวิเคราะห์

ตารางคาดการณ์เงินปันผล (สำรวจโดย Bloomberg)

  1. หุ้น Turnaround

เราให้ความสนใจทั้งหุ้นที่ถูกคาดว่ากำไรกำลังขยายตัว หรือหุ้นที่ราคายังไม่สะท้อนต่อกำไรที่ถูกคาดว่าจะออกมาดี  โดย 3 หุ้นที่เป็นไปตามเงื่อนไข ประกอบด้วย

  • EA*:เป็นหุ้นที่กำลังเข้าสู่ S-Curve ใหม่ภายใต้ธุรกิจแบตเตอรี่รถยนต์และStorage แบตเตอรี่เพื่อเก็บไฟฟ้าให้กับโรงไฟฟ้า ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา EA ทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากการทยอยเปิดโรงไฟฟ้าใหม่อย่างต่อเนื่องจาก 985 ล้านบาทใน 2Q18 เพิ่มขึ้น 2% QoQและ 1,275 ล้านบาทใน 3Q18 เพิ่มขึ้น 31% QoQคาดปี 2019 จะมีกำไรสุทธิ 6,906 ล้านบาท โต 51%YoY (อิง Bloomberg Consensus) ราคาหุ้นฟื้นตัวจากจุดต่ำล่าสุดเมื่อเดือนธ.ค 2018 ถึงปัจจุบันกว่า 19% ซึ่งยังต่ำกว่าอัตราการเติบโตของกำไรปีนี้ที่คาดว่าจะโต 51% นอกจากนี้เราเชื่อว่า EA ยังไมแพงหากเทียบกับ ROE ท่ี่สูงถึงระดับ 35-35% ขณะที่ราคาหุ้นเทรดกันที่ PE 22-25 เท่า ในปี 2019 และ PEG ต่ำกว่า 1 เท่า กระแสเงินสดที่ล้นเหลือได้นำไปลงทุนธุรกิจแบตเตอรี่ที่มีแนวโน้มความต้องการสูงมาก และจะเป็นการเติบโตที่เป็น S-Curve ครั้งใหม่ของ EA
  • SAWAD:ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมามีผลกำไรที่ฟื้นตัวต่อเนื่องจาก 607 ลบ.ใน 2Q18 เพิ่มขึ้น 8% QoQและ 766 ลบ.ใน 3Q18 เพิ่มขึ้น 26% QoQและคาด 4Q18F ยังโตต่อ ส่วนปี 2019 คาดจะมีกำไรสุทธิ 3315 ล้านบาท โต 20%YoY ราคาหุ้น SAWAD ปรับขึ้นจากจุดต่ำสุดเมื่อเดือนก.ค 2018 ถึงปัจจุบันกว่า 67% แม้จะสะท้อนการฟื้นตัวของกำไรปีนี้ที่คาดว่าจะโต 20% แต่หากเทียบ P/E ปีนี้ ปัจจุบันเทรดกันที่ 17 เท่า เทียบกับ 21เท่า ของ MTC ถือว่าราคาหุ้น SAWAD ต่ำกว่าที่ควรเป็น เพราะ MTC ไม่ได้เป็นผู้นำตลาดและมีฐานทุนที่น้อยกว่า ขณะเดียวกันแนวโน้มธุรกิจสินเชื่อรายย่อยจะยังเติบโตสูงต่อเนื่องจากความต้องการเงินกู้ของผู้มีรายได้น้อยที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นธุรกิจมี Margin สูงมาก
  • CBG*:ราคาหุ้นปรับลงกว่า 60% ในช่วง 1 ปีผ่านมาจากการเริ่มต้นขยายการลงทุนในจีนและอังกฤษ ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายสูงเกินคาด อย่างไรก็ตามในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา กำไร ของ CBG ฟื้นตัวต่อเนื่องจาก 210 ลบ. ใน 2Q18 โต 16% QoQและ 255 ลบ. ใน 3Q18 โต 22% QoQและคาด 4Q18F ยังโตต่อ ส่วนปี 2019 คาดมีกำไรสุทธิ 390 ลบ. โต 40% พร้อม Div. Yield 3% (อิง Bloomberg Consensus) ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดกันที่ PE 17 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 20-25 เท่า ขณะที่ราคาหุ้นปรับขึ้นมาจากจุดต่ำสุด 33% สะท้อนการฟื้นตัวของกำไรแต่ยังต่ำกว่าอัตราการเติบโตของกำไรในปีนี้ ขณะเดียวกันแนวโน้มตลาดเครื่องดื่มชูกำลังยังเติบโตต่อเนื่อง