NER เหนือคาดกำไรพุ่ง117% จัดปันผล 0.13บ. ยีลด์สูง 5.51%

ทันหุ้น-NER โชว์ผลงานเหนือคาดหลังแจ้งกำไร 486.46 ล้านบาท ทะยาน 117% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมิน “ชูวิทย์” เตรียมพบ 10 โบรกวันนี้ หลังผลงานพิสูจน์ชัดบริษัทแข็งแกร่ง-โตกระโดด เล็งปรับเป้าปีนี้ขึ้น รับยังทะยานได้ต่อเหตุมีกำลังผลิตเพิ่มอีก 60,000 ตัน แถมรับโชคราคายางขึ้น พร้อมแจกปันผล 0.13 บาท พบยีลด์สูง เกิน 5.5%

บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จํากัด (มหาชน) หรือ NER แจ้งผลประกอบการปี 2561 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 486.46 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 262.34 ล้านบาท หรือ  117.05% เมื่อเทียบกับปี 2560 ที่มีกําไรสุทธิเท่ากับ 224.12 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้น 2.56% แต่มีประสิทธิภาพในการผลิตยางผสมด้วยการเปลี่ยนกระบวนการผลิตจาก Dry Process เป็น Wet Process ทําให้มาร์จิ้นสูงขึ้น โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น 11% และ อัตรากำไรสุทธิ 4.82%

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กำไรสุทธิที่ออกมาในระดับ 486.46 ล้านบาทนั้น นับว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก โดย บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้คาดการณ์กำไรก่อนหน้านี้ที่ 409 ล้านบาท

ปันผลแจ่ม 5.42%

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัทยังได้อนุมัติการจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงานปรระจำปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 43.33% ของกำไรสุทธิหลังจากหักเงินทุนสำรองตามกฎหมาย โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่16 พฤษภาคม 2562 โดยต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีก่อน

ทั้งนี้หากคิดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ณ ระดับราคาปิดที่ 2.36 บาท จะมีผลตอบแทนเงินปันผลราว 5.51%

โชว์10นักวิเคราะห์

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จํากัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมปรับเป้าผลประกอบการของบริษัทในปี 2562 เพิ่มขึ้น หลังจากกำไรปี 2561 ของบริษัทได้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยสัดส่วนยอดขายบริษัทได้ตั้งเป้าก่อนหน้าว่าจะเพิ่มขึ้นได้ 20% ขณะที่กำลังการผลิตในปีนี้จะเพิ่มขึ้นมา 60,000 ตัน หรือ 26% ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งบริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มในส่วนนี้ราว 30,000 ตัน

ขณะเดียวกันบริษัทยังมั่นใจว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ราว 11% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับ 3-5% โดยประเมินว่าราคายางจะยังทรงตัวระดับสูง ซึ่งจะทำให้บริษัทมีอำนาจในการต่อรองในการเพิ่มมาร์จิ้นสูงขึ้น

นายชูวิทย์ บอกด้วยว่า บริษัทได้มีการป้องกันความเสี่ยงด้วยการ Matching ระหว่างการขายและการซื้อวัตถุดิบทุกวัน ทำให้มั่นใจได้ว่าผลงานของบริษัทจะไม่ผันผวน

พร้อมกันนี้บริษัทได้นัดนักวิเคราะห์เพื่อเยี่ยมชมกิจการ และ ตอบคำถามถึงผลประกอบการและอนาคตบริษัท 10 รายในวันนี้ (13 ก.พ.) ซึ่งเชื่อมั่นจะได้รับการตอบรับอย่างดี

อธิบายเหตุกำไรเพิ่ม

ด้านนายศักดิ์ชัย จงสถาพงษ์พันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีการเงิน บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จํากัด (มหาชน) หรือ NER อธิบายถึง ผลประกอบการปี 2561 บริษัทที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น117.05% ท่ามกลางราคายางที่ลดลง เป็นผลมาจากกําไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น จากการบริหารจัดการประสิทธิภาพในการผลิตได้ดีขึ้น และราคาซื้อวัตถุดิบยางลดลง

ทั้งนี้การที่บริษัทยังทำกำไรได้ท่ามกลางราคายางที่ลดลงในปี 2561 เนื่องจากบริษัทมีต้นทุนผลิตที่ลดลงในสัดส่วนที่มากกว่า ราคาขายที่ลดลง นอกจากนี้ยังมีสัดส่วนต้นทุนทางการเงินลดลง ในส่วนของดอกเบี้ยจ่ายเงินกู้ยืมประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินและดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะยาว เนื่องจากบริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนจากการระดมทุนมาใช้ในการบริหารจัดการสภาพคล่องมากขึ้น

แจงรายได้ตามกลุ่ม

สำหรับบริษัทมีรายได้ 10,084.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.56%  โดยแยกตามประเภทสินค้าแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ผลิตภัณฑ์ยางแผ่นรมควัน ผลิตภัณฑ์ยางแท่ง และผลิตภัณฑ์ยางผสม สำหรับ1)กลุ่มผลิตภัณฑ์ยางแผ่นรมควัน (Ribbed Smoked Sheet : RSS) มีรายได้ 3,483.31 ล้านบาท ลดลง 3.37% แม้ว่าปริมาณการขายยางแผ่นรมควันจะเพิ่มขึ้นจํานวน 17.41 ล้านตันหรือ 33.01% ท่ามกลางราคาขายเฉลี่ยลดลง

2) รายได้จากการขายสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ยางแท่ง (Standard Thai Rubber: STR) มีรายได้ 3,201.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.25% เมื่อเทียบกับปี 2560 จากปริมาณการขายในประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2561 อย่างมีนัยสําคัญ 3) รายได้จากการขายสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ยางผสม (Mixture Rubber) มีรายได้ 3,371.34 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 10.96%

สําหรับปี 2561 บริษัทมีกําไรขั้นต้นเท่ากับ 1,039.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.04% โดยมีอัตรากําไรขั้นต้น 11.56% ตามสัดส่วนยอดขายที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับต้นทุนคงที่ ในส่วนของต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทพบว่า สัดส่วนต้นทุนวัตถุดิบต่อรายได้จากการขายของบริษัทมีสัดส่วนลดลงเมื่อเทียบกับปี 2560 เนื่องจากราคาซื้อวัตถุดิบเฉลี่ย ลดลงในสัดส่วนที่มากกว่าราคาขายเฉลี่ยของบริษัท ส่งผลให้กําไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้น ประกอบกับเมื่อพิจารณาอัตรากําไรขั้นต้นแยกตามประเภทสินค้าพบว่าอัตรากําไรขั้นต้นของยางแท่งและยางผสมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 เนื่องจากต้นทุนขายที่ลดลง ประกอบกับบริษัทสามารถผลิตและจําหน่ายยางผสมได้มากขึ้นจากการเปลี่ยนกระบวนการผลิตจาก Dry Process เป็น Wet Process