รับเหมาเฮลั่น! คมนาคมปักธง ดัน21บิ๊กโปรเจกท์ก่อนเลือกตั้ง

ทันหุ้น- รัฐมนตรีคมนาคมประกาศเป้าชัดดัน 21 โครงการยักษ์เข้าสู่ ครม. ช่วง กุมภาพันธ์-มีนาคมนี้ ก่อนเลือกตั้ง ด้านรองนายกฯสมคิดจี้ให้เห็นผลช่วงไตรมาส 1-2 ปี หวังดันเศรษฐกิจ โบรกชี้เข้าทางกลุ่มรับเหมาเต็มๆ เชียร์ซื้อ STEC-CK-SEAFCO

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้เร่งรัดให้กระทรวงคมนามคมผลักดันโครงการลงทุนทุกโครงการให้เป็นไปตามแผน และเห็นผลในช่วงไตรมาส 1 และ 2 นี้ ซึ่งจะส่งให้เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเดินหน้าต่อไปได้ดี

ด้านนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมนี้ กระทรวงคมนาคม จะผลักดันการลงทุนจำนวน 21 โครงการ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในช่วงที่มีการเลือกตั้ง สำหรับโครงการขนาดใหญ่ อาทิ การจัดหาฝูงบิน 38 ลำ ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ,ศูนย์ซ่อมอากาศยานและชิ้นส่วนอากาศยาน (MRO) ,พัฒนาท่าเรือคลองเตย ,ปรับปรุงท่าเรือระนอง ,ไฮสปีดเทรนเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา),ไฮสปีดเทรน กรุงเทพฯ – หัวหิน

รถไฟทางคู่ บ้านไผ่ – นครพนม ,รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ,รถไฟทางคู่ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ,ทางคู่ช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย ,รถไฟทางคู่ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ,รถไฟทางคู่ช่วงสุราษฎร์ธานี-สงขลา ,รถไฟทางคู่ช่วงเด่นชัย – เชียงใหม่ ,รถไฟฟ้าสายสีส้มศูนย์วัฒนธรรม – มีนบุรี ,รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงรังสิต – ม.ธรรมศาสตร์ และรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน ตลิ่งชัน – ศาลายา และตลิ่งชัน – ศิริราช

รัฐมนตรีคมนาคม ระบุว่า โครงการจัดซื้อเครื่องบินของการบินไทย จำนวน 38 ลำ จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในเดือน ก.พ.-มี.ค.นี้ และจะเร่งรัดการเจรจาการร่วมทุนกับทางแอร์บัส ในการพัฒนา MRO ให้เร็วขึ้น จากเดิมกำหนดไว้ภายในเดือนมิ.ย.นี้

สำหรับโครงการพัฒนาขีดความสามารถท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทาง AOT เตรียมนำเสนอการก่อสร้างในส่วนรันเวย์ที่ 3 ซึ่งทางคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้ความเห็นชอบแล้ว ส่วนโครงการขยายเทอร์มินอล 2 ในส่วนตะวันออก ให้ดำเนินการตามแผนของสศช. และนำเสนอที่ประชุมครม.ต่อไป

ทางด้านการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ขณะนี้มีผู้ขอซื้อซองประมูลรวม 34 ราย จะเร่งสรุปภายในสิ้นเดือนมี.ค.หรือเม.ย.

ส่วนความคืบหน้าโครงการรถไฟไทย-จีนว่า จะเร่งรัดลงนามสัญญาก่อสร้างที่ 2 ระยะ 11 กิโลเมตรภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ ส่วนกลุ่ม 5 สัญญาก่อสร้างจะประกวดราคาให้เสร็จภายในเดือน มี.ค.-เม.ย. และกลุ่ม 7 สัญญาก่อสร้างจะประกวดราคาให้แล้วเสร็จเม.ย.นี้ ซึ่งจะทำให้มีการประกวดราคาครบทั้ง 252 กิโลเมตรภายในเดือนพฤษภาคมนี้,

โครงการรถไฟทางคู่ อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอครม. จำนวน 8 โครงการ โดยสายแรก ช่วงบ้านไผ่-นครพนม จะนำเสนอภายในเดือนก.พ.-ต้นมี.ค.นี้  ส่วนโครงการรถไฟฟ้า สายสีส้ม ผ่านการพิจารณาของคณะกรรม PPP ซึ่งกระทรวงการคลังจะนำเสนอครม.ต่อไป ส่วนสายสีแดง จะนำเสนอพร้อมกันทั้ง 3 ช่วง ในเส้นทางรังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา และ ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช ส่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ในเส้นพระราม 3- ดาวคะนอง จะประกวดราคาในเดือนก.พ.นี้

นอกจากนี้ จะมีการนำเสนอแผนฟื้นฟูของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เข้าสู่ที่ประชุมครม.เดือนมี.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นแผนจัดหารถรุ่นใหม่ทั้งแบบ NGV ไฮบริด และอีวี ประมาณ 2,700 คัน

ด้านนายประสิทธิ์ รัตนกิจกมล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจปีนี้ ว่า ถือเป็นการขับเคลื่อนโครงการเพื่อไม่เกิดสูญญากาศช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล

“เป็นไปตามที่ฝ่ายวิจัยประเมินว่าในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง  รัฐบาลจะเร่งรัดงานประมูลส่วนที่เหลือออกมาให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC  และโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อให้การก่อสร้างสามารถดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง”

ขับเคลื่อนกลุ่มรับเหมาฯ

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า โครงการที่รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนล้วนเป็นโครงการขนาดใหญ่ มีมูลค่าการลงทุนสูงส่งผลดีต่อกลุ่มรับเหมาขนาดใหญ่ อาทิ  lTD, CK, STEC และ UNlQ แต่เชื่อว่าบริษัทรับเหมาฯขนาดกลาง-เล็ก ก็จะได้รับประโยชน์จากการเข้าไปรับช่วงงานต่อจากบริษัทรับเหมารายใหญ่  ขณะที่ผู้รับเหมาก่อสร้างเฉพาะทางอย่าง SEAFCO และ PYLON ก็มีโอกาสเข้าไปรับงานเสาเข็ม ฐานราก ในส่วนของทางยกระดับซึ่งมีอยู่จำนวนมาก

“ปริมาณงานที่ออกมาน่าจะเป็นลักษณะทยอยประมูล ขณะเดียวกันแต่ละโครงการก็มีขนาดใหญ่ใช้ระยะเวลาการก่อสร้างระดับหนึ่ง ดังนั้นน่าจะเป็นลักษณะกระจายงานกันรับผิดชอบ”

เลือก STEC เป็น Top Picks

การเปิดประมูลโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐที่จะมีมากขึ้นจากนี้ไป จะทำให้หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มรับเหมาฯ “เท่ากับตลาด” และเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีทิศทางกำไรเติบโตชัดเจน อย่าง STEC เป็นหุ้นเด่น เนื่องจากเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มการเติบโตเด่นชัดที่สุด จาก Backlog คงเหลือ 1.1 แสนล้านบาท สร้างรายได้ต่อเนื่องในช่วง 4 ปีข้างหน้าด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% ราคาเหมาะสมที่ 29.25 บาท

และแนะนำ “ซื้อ” CK จากความพร้อมทั้งบุคลกร,  แรงงาน, และเครื่องจักร สามารถรองรับงานประมูลใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ และยังมีจุดเด่นสำคัญจากเงินลงทุนในบริษัทลูกที่สร้างผลตอบแทนให้กับ CK อย่างสม่ำเสมอ ราคาเหมาะสมที่ 34.50 บาท รวมถึง SEAFCO หุ้นฐานรากที่มีศักยภาพรับงานขนาดใหญ่ ราคาเหมาะสมที่ 12.40 บาท