Contrarian vs Independent Thinker

บทความครั้งก่อนเราพูดถึง พฤติกรรมการเลียนแบบของมนุษย์ (herding effect) ในทางสังคม ที่ถูกนำมาใช้เป็น model ในการเทรดและการลงทุน ที่เรียกว่า Trend Following ในยุคก่อนที่เทคโนโลยีการประมวลผลและการส่งคำสั่งซื้อขายแบบอัตโนมัติของคอมพิวเตอร์จะสามารถทำได้ในปัจจุบัน จนในที่สุดเราเริ่มสร้าง Trend Following Algorithm โปรแกรมที่ใช้เทรดแทนเราโดยคิดเป็น 80% ของปริมาณการซื้อขายในตลาดอเมริกา ซึ่งในระยะหลังโปรแกรม Trend Following Algorithm เหล่านั้น เริ่มถูกลอกเลียนแบบการสร้างเงื่อนไขในแบบเดียวกันมากขึ้น จึงส่งคำสั่งซื้อขายพร้อมๆกัน ทำให้เกิดผลในทางลบของตลาดการเงิน เช่นการเกิด flash crash ในปี 2010

จุดเริ่มต้นที่ทำให้แนวคิดการลงทุนและการเทรด แบบ Trend Following เริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายคือ ย้อนกลับไปช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 นักเก็งกำไรในตลาดสินโภคภัณฑ์ ชื่อ Richard Dennis หรือที่รู้จักในนาม “Prince of the Pit” เป็นผู้ริเริ่มโครงการการสร้างเทรดเดอร์ที่ใช้การเทรดแบบ trend following ที่เรียกว่า Turtle Traders

Richard Dennis  ใช้การเทรดแบบ trend following โดยเริ่มต้นจากเงินลงทุน$1,600 จนกลายเป็น $200ล้าน ในระยะเวลา 10ปี จนกระทั่งในปี 1987 เกิดเหตุการณ์ Black Monday ทำให้เขาขาดทุนอย่างหนักจนต้องเลิกเทรดไปเป็นเวลาหลายปี หลังจากนั้นชื่อเสียงของเขาก็เริ่มหายไปจากวงการการเงิน

ในขณะเดียวกัน ปี 1987 เป็นปีที่ชื่อของ Joe Dinapoli เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เนื่องจากเขาได้ออกรายการทีวีรายการหนึ่งก่อนที่จะเกิด Black Monday ประมาณ 2 อาทิตย์ และได้พูดถึงความเสี่ยงของดัชนีดาวโจนส์ ที่มีโอกาสปรับตัวลงอย่างรุนแรงและอาจจะลงได้ถึง 500 จุด เนื่องจากตลาดปรับตัวขึ้นมามากในก่อนหน้านั้น จากการใช้ model การเทรดแบบ Trend Following  และ การที่กองทุนใหญ่ๆหลายแห่งเลียนแบบกันใช้ portfolio insurance ในตลาด futures เพื่อ hedging ความผันผวนของตลาด Equity.

และในวันที่ 19 ตุลาคม 1987 ดัชนีดาวโจนส์ก็ตกลงมามากถึง 508 จุด ภายในวันเดียว (ลดลง 22.61% ซึ่งการลดลงวัดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหุ้นโลก) ราคาทิ้งลงมาถึงจุดที่ Joe DiNapoli คำนวณไว้ก่อนหน้านั้นโดยใช้ Leading Indicators ตามวิธีการเทรดแบบ TWDL

ประวัติศาสตร์ในอดีตจนถึงปัจจุบันของ boom & bust cycle ที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรม herding effect ที่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ และมันจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป การถ่ายทอดพฤติกรรมของมนุษย์ลงไปในคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ที่มีความสามารถในการประมวผลและตอบสนองอย่างรวดเร็ว อาจให้ผลลัพธ์ในทางลบ เลวร้ายมากกว่าในอดีต ทางออกในการอยู่รอดในระบบนิเวศน์ของการเทรดและการลงทุนที่มีวงจรการทำลายตัวมันเอง ด้วยการกระทำของ Zombie Traders  ทั้งที่เป็นมนุษย์และเครื่องจักรกลเป็นส่วนใหญ่ในตลาด คืออะไร?

เราควรมีความคิดที่แตกต่างหรือสวนทางกับคนอื่น (Contarian Opinion) เท่านั้นเพิ่อที่จะ outperform คนอื่น? เหมือนกับคำกล่าวของ Warren Buffet ที่ว่า  “จงมีความโลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัว, และจงมีความกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ” (“Be greedy when others are fearful, and  Be fearful when others are greedy”)

คำกล่าวข้างต้นนับว่าเป็นแรงบันดาลใจให้เทรดเดอร์และนักลงทุนหลายคนยึดเป็น กรอบความคิดและแนวทางปฎิบัติ ที่จะแสวงหาหนทางของตัวเอง และแฟนตาซีว่าตัวเองเป็น Contarian Traders/Investors ที่มี mindset ไม่เหมือนใคร?

แต่ในความเป็นจริง ความต้องการที่จะเป็น Contarian Traders/Investors โดยยึดถือหลักการง่ายๆจากคำพูดที่เป็นนามธรรม (qualitative thinking approach) เพียง 2-3 บรรทัด ย่อมไม่สามารถทำให้เรา outperform ตลาดระยะยาวได้ เนื่องจากขาดองค์ประกอบที่สำคัญคือ ขบวนการเรียนรู้และความคิดในเชิงรูปธรรม (quantitative thinking approcah) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างกันระหว่าง Contarian และ  Independent Thinker

สำหรับคนที่มีความคิดเป็นเอกเทศ (Independent Thinker) ที่คิดในเชิงรูปธรรมจะมี คำถามต่อไปคือ แล้ว “คนอื่น”ที่ว่านั้นคือใคร?  นักลงทุนสถาบัน? เฮดจ์ฟันด์? Prop Trade? เทรดเดอร์มืออาชีพ? นักลงทุนทั่วไป? นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า? โปรแกรมเทรด?

และคำถามต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่าคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนอื่นกำลังกลัวหรือกำลังโลภอยู่ ?  ค่าของความกลัวและความโลภเป็นเท่าไหร่? วัดได้จากอะไร?

และเราจะพัฒนาวิธีการและสร้างเครื่องมืออะไรมาช่วยเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้บ้าง?

บทความโดย
สมาคมนักวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technacial Analysts Association-TAA)
ด้วยความร่วมมือกับ CMT Association ในฐานะ Thailand Chapters
Facebook Page : สมาคมนักวิเคราะห์ทางเทคนิค