KBANKแชมป์มาร์เก็ตแชร์ ตราสารหนี้1.74แสนล้าน

ทันหุ้น – KBANK ตั้งเป้ารักษามาร์เก็ตแชร์ด้านการค้าตราสารหนี้เป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องในระดับไม่ต่ำกว่า 20% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.74 แสนล้านบาท เติบโต 3-4% จากปีก่อน ย้ำไทยมีโอกาสเติบโตขึ้นจากสภาพคล่องสูงและอัตราดอกเบี้ยยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ธนาคารตั้งเป้ารักษาส่วนแบ่งการตลาดด้านการค้าตราสารหนี้เป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องในระดับไม่ต่ำกว่า 20% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.74 แสนล้านบาท เติบโต 3-4% จากปีก่อน โดยมองว่าตราสารหนี้ยังเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการในประเทศ ซึ่งทิศทางการออกตราสารหนี้ของไทยในปีนี้มีโอกาสเติบโตขึ้นจากมีสภาพคล่องสูงและอัตราดอกเบี้ยยังต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังมองว่าไทยเป็นแหล่งพักเงินทุนที่ปลอดภัยและมีโอกาสเก็งกำไรจากค่าเงินบาทได้

โดยปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นกู้ในไทยประมาณ 9.7 แสนล้านบาท ซึ่งมีโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มไปอยู่ที่ระดับ 1 ล้านล้านบาทได้ จากความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศไทยที่มีการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 7.4% ของ GDP ส่งผลให้คาดว่าจะมีกระแสเงินไหลเข้าต่อเนื่อง

*ตลาดตราสารหนี้ขยายตัว

สำหรับในปี 2562 ธนาคารมองว่าตลาดตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ เนื่องจากมีตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาวที่ครบกำหนดไถ่ถอนประมาณ 5 แสนล้านบาท ประกอบกับความต้องการระดมทุนใหม่จากผู้ออกตราสารหนี้ จึงคาดว่าจะมีมูลค่าการออกตราสารหนี้ระยะยาวของภาคเอกชนที่ 8.7 แสนล้านบาท เติบโตประมาณ 3-4% จากมูลค่าในปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 8.4 แสนล้านบาท (รวมตราสารหนี้ที่ออกและเสนอขายโดยผู้ออกตราสารหนี้เอง) แต่จะมีความท้าทายมากขึ้นจากความผันผวนของสภาพตลาด

ทั้งนี้ ธนาคารยังคงมีเป้าหมายในการเป็นสถาบันการเงินที่ให้บริการตราสารหนี้ที่เป็นเลิศ และพร้อมสร้างประสบการณ์การทำงานแบบมืออาชีพในการดูแลทั้งด้านผู้ออกตราสารหนี้และนักลงทุน รวมไปถึงให้การสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนาและใช้เทคโนโลยีต่างๆ อาทิเช่น Blockchain เข้ามาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในตลาดตราสารหนี้ไทย

*พร้อมใช้ IFRS 9 และ IFRS16

นอกจากนี้ ประเทศไทยจะนำมาตรฐานรายงานทางการเงินระหว่างประเทศ IFRS 9 และ IFRS16 มาใช้ในปี 2563 โดย IFRS9 กำหนดให้มีการ Mark to Market อนุพันธ์ทางการเงินที่ทำให้เกิดความผันผวนในงบกำไรขาดทุน ส่วน IFRS16 เปลี่ยนวิธีการบันทึกสัญญาเช่าดำเนินงานจากค่าใช้จ่ายเป็น Finance Lease Liability ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญของบริษัท

ดังนั้นธนาคารได้จัดเตรียมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำทั้งการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงและผลกระทบทางบัญชี (Hedge Accounting) ไว้พร้อมบริการลูกค้า เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดสกุลเงินต่างประเทศ บริหารต้นทุน และบริหารจัดการ Structured Balance Sheet ได้ดียิ่งขึ้นพร้อมสะท้อนผลการดำเนินงานดังกล่าวในงบการเงินได้อย่างเหมาะสม