ASL คาด SET แกว่งผันผวน ถือหรือซื้อเล่นรอบเมื่อยืน 1,650 จุด AOT เด่น

ติดตามผลประกอบการ
ตลาดหุ้นไทยผันผวนสูงมากขึ้นผลจากเรื่องการเลือกตั้ง ที่ส่งผลให้มีแนวโน้มปรับตัวลงหากไม่สามารถยืนเหนือ 1,650 ได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นการปรับตัวหลังทดสอบ Gap แนวต้านไม่ผ่านยืนและปัจจัยต่างประเทศเรื่องการเจรจาการค้าจีนสหรัฐที่ยังไม่มีความชัดเจนออกมาก่อนวันที่ 1 มี.ค ระยะสั้นติดตามผลประกอบการปี 2561 ที่ทยอยออกมาเพิ่มมากขึ้น คาดมีความเสี่ยงที่ SET จะปรับลงแกว่งตัวในกรอบ 1,639-1,632 แนวต้าน 1,660/1,669 การทดสอบมีความเสี่ยงที่จะเกิดแรงขายทำรอบ

SET : ระหว่างวันเน้นยืน 1,650
ดัชนี SET แกว่งผันผวน ปรับลงทดสอบ Gap แนวรับบริเวณ 1,639-1.632 พร้อมแรงซื้อกลับขึ้นยืนเหนือ 1,650 ด้วยแท่งเทียนสัญญาณบวก ระยะสั้น Indicator ตัดค่าสัญญาณลงมา แสดงสัญญาณขัดแย้ง การปรับตัวระหว่างวันเน้นยืน 1,650 เป็นจุดพิจารณาซื้อเล่นรอบ ต่ำกว่าลงมาเน้นยืนกรอบแนวรับ 1,639-1,632

คำแนะนำของ ASL : ถือหรือซื้อเล่นรอบเมื่อยืนแนวรับ 1,650 ทดสอบแนวต้านขายทำรอบ

เคาะไป คุยไป :AOT
#ด้านเทคนิค
แท่งเทียนทดสอบการยืนเหนือ EMA5 วันพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่ยังมากกว่าค่าเฉลี่ย 5 วันยืนยันแนวโน้มบวก ขณะที่ Slowstochastic และ RSI ชี้ขึ้นมองเป็นสัญญาณบวกต่อแนวโน้มขาขึ้นแนวรับ 67.75/66.25 บาท แนวต้าน 70.00/71.50 บาทตัดขาดทุนหากราคาปรับตัวลงต่ำกว่า 66.25 บาท

คำแนะนำของ ASL: ซื้อระยะสั้นเล่นรอบเน้นยืนแนวรับ 67.75/66.25SL=66.25

#ด้านพื้นฐาน: ได้แรงหนุนจากการเติบโตของนักท่องเที่ยว
รายได้โดยรวมทั้งปีเติบโต 10% YoY กาไรสุทธิเติบโต 22% YoY และมีการคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2019 จากบริษัท โดยรวมโต 6% เป็นระหว่างประเทศ 7.3% และในประเทศ 4.2% ส่วน Aircraft 2019 คาดการณ์เติบโต 5.1% เป็นระหว่างประเทศ 7.1% และในประเทศ 2.9%

ด้านนักท่องเที่ยวจีนที่มีแนวโน้มลดลงในครึ่งปีหลัง แต่โดยภาพรวมทั้งปี 2018(ตค.60-กย.61) ยังคงมีการเติบโต 21.8% และยังถือเป็นสัดส่วนใหญ่ถึง 26.5% และทางท่าอากาศยานค่าว่ารัฐบาลไทยจะพยายามช่วยออกนโยบายดึงนักท่องเที่ยวให้กลับมา ทั้งในต้นปีนี้ยังถือเป็นช่วง High Season ของการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมในต้นปีนี้

สำหรับโปรเจคสุวรรณภูมิ phase2 มูลค่า 62.5 พันล้านบาทนั้นผ่านการอนุมัติจากครม. คาดแล้วเสร็จภายใน 2020 เพิ่มความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวได้อีก 15 ล้านราย จากปัจจุบันที่สามารถรองรับได้ 45ราย ส่วนประเด็นที่ควรติดตามได้แก่การเปิดประมูลพื้นที่ให้เช่าในสนามบิน ที่จะหมดสัญญาในปี 2020

ส่องข่าวเศรษฐกิจไทย
-นายกฯเผย GDP ไทยขยายตัวต่อเนื่องจนปี 61 ขยายตัว 4.2% สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกที่ชะลอตัวเหลือ 3.7% -พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับประชาชนผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า รายงานผลการพัฒนาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประเทศในรอบ 5 ปี (พ.ศ. 2557 –พ.ศ. 2561) มีความแข็งแกร่ง ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จาก 1% ในปี 2557 ขึ้นมาจนถึง 4.2% ในปี 2561 สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกที่ชะลอตัวเหลือ 3.7% มูลค่า GDP ของไทยเพิ่มขึ้นจาก 13 ล้านล้านบาท ในปีแรกของรัฐบาลเป็น 16 ล้านล้านบาท ในปีที่ผ่านมา (Source: สำนักข่าวอินโฟเควสท์)

– Comment: สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเรามองว่าปัจจัยภายในของประเทศในปีนี้ยังไม่แข็งแกร่งในทุกฟันเฟื่อง รวมถึงยังถูกกดดันด้วยปัจจัยจากต่างประเทศโดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศหลักๆ สงครามทางการค้าระหว่างประเทศจีนและสหรัฐ แต่อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะสามารถตกลงกันได้ เนื่องจากทุกฝ่ายเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก ขณะที่ราคาน้ำมันมองว่าจะยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเราชอบ “กลุ่มพาณิชย์” ที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย และมาตรการของภาครัฐต่างๆที่จะเข้ามากระตุ้น ขณะที่เรายังชอบ “กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่” เนื่องจากได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนและอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ด้าน “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” เนื่องจากราคาต้นทุนด้านวัตถุดิบที่ลดลง โดยเฉพาะในส่วนของราคาเหล็ก ส่วน “กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม” เรามองว่าจะได้รับประโยชน์จากการการพัฒนาพื้นที่ EEC ที่เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นและแนวโน้มที่จะเป็นแหล่งย้ายฐานการผลิตจากต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า นอกจากนี้เรายังชอบ “กลุ่มโรงไฟฟ้า” ด้วยความมีเสถียรภาพของการทากาไร และมีโอกาสเข้าร่วมประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) และการขยายตัวของอัตราการทากาไรจากการปรับเพิ่มขึ้นของค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) และ “กลุ่มสนามบิน” เนื่องจากการฟื้นตัวของจานวนผู้โดยสารปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ในเดือน ธ.ค.61

WORLD TRADE
ตลาดหุ้นสหรัฐ –ปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดไม่สามารถปรับตัวขึ้นตลาดหุ้นยุโรป –ปิดลดลง เนื่องจากความวิตกเกี่ยวกับการค้าจีน-สหรัฐกดดันหุ้นกลุ่มรถยนต์และน้ำมัน หลังจากที่ตลาดดีดตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเปิดตลาด โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลการส่งออกของเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นตลาดหุ้นเอเชีย –ส่วนมากเปิดแดนลบตามดาวโจนส์

COMMODITIES
ตลาดน้ามันสหรัฐฯ –เพิ่มขึ้น 8 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 52.72 ดอลลาร์/บาร์เรล แม้มีรายงานว่าจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ก็ตาม โดยราคาน้ำมันยังคงได้แรงหนุนจากแนวโน้มที่ตลาดน้ำมันโลกจะตึงตัว หลังการปรับลดการผลิตของโอเปก และการคว่าบาตรบริษัทน้ำมันของเวเนซุเอลาตลาดทองคำ–เพิ่มขึ้น 4.30 ดอลลาร์ หรือ 0.3% ปิดที่ 1,318.50 ดอลลาร์/ออนซ์ ซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยดัชนีค่าระวางเรือ BDI–ปิดวันทำการล่าสุดที่ 601.00 จุด ลดลง 9.00 จุด

GLOBAL HOT ISSUE
นักลงทุนในตลาดยังคงให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดกับความคืบหน้าของการเจรจาการค้าสหรัฐ-จีน โดยแหล่งข่าวจากรัฐบาลสหรัฐเปิดเผยว่า การประชุมระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีแนวโน้มอย่างมากที่จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันเส้นตายวันที่ 1 มี.ค. ที่ทั้งสองฝ่ายกาหนดไว้สำหรับการบรรลุข้อตกลงทางการค้า ขณะที่เจ้าหน้าที่ระบุว่า ถึงแม้ว่าผู้นำสหรัฐและจีนจะมีโอกาสพบกัน แต่ขณะนี้มีงานที่ต้องทำอย่างมาก และเหลือเวลาน้อยเกินไปในการทำข้อตกลงกับจีน นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังต้องเตรียมการประชุมสุดยอดกับนายคิม จอง อึน ผู้นาเกาหลีเหนือ ในช่วงปลายเดือนนี้ด้วย

ทั้งนี้ หากทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าก่อนวันดังกล่าว ปธน.ทรัมป์ก็จะเดินหน้าเพิ่มการเรียกเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจีนมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ สู่ระดับ 25% จากเดิม 10% ในขณะนี้

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
ที่มา : บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด มหาชน
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com