AMATA-STECมีแววเด้ง … SC-PR9จะเสียความรู้สึก

ทันหุ้น- เสถียรภาพการเมืองชัดเจนขึ้นพรรคพลังประชารัฐ ยังเต็งจัดตั้งรัฐบาล มีแววหนุนหุ้นไทย ขณะที่หุ้นโยงการเมืองกลุ่มชินวัตร SC-PR9 อาจแผ่ว เล็ง AMATASTEC มีลุ้นเด้งกลับ วงในชี้การขุดหุ้นที่เกี่ยวพันกับตระกูลการเมืองมาเล่นเก็งกำไรเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องระมัดระวังความเสียง เปิดโผหุ้นโยงการเมืองกลุ่มเพื่อไทยประชาธิปัตย์พลังประชารัฐ

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KTBST เปิดเผยว่า ตลาดทุนไทยมีโอกาสได้รับแรงซื้อจากเสถียรภาพของการเมืองที่มีมากขึ้น เนื่องพรรคการเมืองที่มีน้ำหนักในการจัดตั้งยังคงเป็นพรรคพลังประชารัฐ หลังราชกิจจานุเบกษาออกประกาศ โดย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศ โดยสรุปคือ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี  จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ ทำให้พรรคไทยรักษาชาติต้องล่าถอย

ดังนั้นจึงทำให้มุมมองทางการเมืองของกลับเข้าสู่ในมุมมองเดิม คือ ยังมองเป็นบวกอยู่ และทิศทางตลาดหุ้นจะมีความชัดเจน หลังทุกพรรคการเมืองเสนอชื่อหรือประกาศชื่อผู้สมัครไปแล้ว โดยมองเป้า 1,680-1,700 เป็นเป้าก่อนการเลือกตั้ง

ส่วนการดีดกลับของหุ้นไทยในวันนี้ (11 ก.พ.) อาจจะไม่ได้ปรับขึ้นรุนแรงนักเนื่องจากตลาดหุ้นไทยในวันศุกร์ (8 ก.พ.) มีปฎิกริยาในความกังวลต่อการเสนอชื่อผู้ชิงนายกฯ ของพรรคไทยรักษาชาติไม่มาก โดยมองแนวต้านที่ 1660 จุด

นายมงคล บอกด้วยว่า นักลงทุนควรจับตามุมมองการวิเคราะห์ของต่างประเทศเกี่ยวกับการเมืองไทยจากนี้ว่าเป็นไปในทิศทางใด รวมไปถึงการจับตาค่าเงินบาท แต่ภูมิต้านทานตลาดทุนไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง เนื่องจากท่ามกลางที่ต่างประเทศค่อนข้างกังวลเสถียรภาพการเมืองเมื่อวันศุกร์ แต่ตลาดหุ้นไทยก็ยังมีแรงซื้อกลับมา แสดงให้เห็นถือแรงซื้อและจิตวิทยาความมั่นใจในการถือหุ้นยังคงดีอยู่

สำหรับหุ้นที่มีการปรับตัวขึ้นผิดปกติเมื่อวันศุกร์ทีผ่านมา น่าจะปรับตัวลดลง โดยเฉพาะ PR9 และ SC  เป็นต้น

ส่วนหุ้นที่จะได้รับแรงซื้อกลับมามาคือหุ้นที่เกี่ยวพันกับฟันด์โฟลว์ อาทิ หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ KBANK  BBL รวมไปถึงกลุ่ม ค้าปลีก อาทิ CPALL BJC และหุ้นที่ร่วงลงแรงเมื่อวันศุกร์อย่าง AMATA รวมไปถึง STEC

ตระกูลดังเกี่ยวพันการเมือง

ด้านแหล่งข่าวนักลงทุน กล่าวว่า ในการลงทุนช่วงการเลือกตั้งนั้น หุ้นที่เกี่ยวกับการเมืองมักจะปรับตัวขึ้นได้ง่าย เพราะเป็นสตอรี่หนึ่ง แต่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้เท่านั้น เพราะเป็นการเก็งกำไรทั้งสิ้น ไม่ใช่การลงทุนพื้นฐาน

ส่วนหุ้นที่มักถูกจับโยงกับขั้วของฝั่งเพื่อไทยนอกจากสายตรงตระกูลชินวัตรอย่าง SC-PR9 แล้ว  ส่วนใหญ่ก็เป็นตระกูลดังที่ใกล้ชิด อาทิ ตระกูล “อัศวโภคิน” ถือหุ้น LH  ตระกูล “มาลีนนท์” ถือหุ้น BEC , WAVE ตระกูล “ทองแตง”  ถือหุ้น BDMS  , SGF , FORTH , TWZ , SEAOIL  ตระกูล “โพธารามิก” อาทิ JAS , MONO

ส่วนขั้วที่ถูกจับโยงในขั้วของประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะจากการบริจาคให้พรรคนี้ ประกอบด้วยตระกูล “โสภณพนิช” ถือหุ้น อาทิ BBL , BKI , BLA , KWC  ตระกูล “ล่ำซำ” ถือหุ้น KBANK , LOXLEY , MTI ตระกูล “จิราธิวัฒน์” ถือหุ้น CPN , CENTEL , ROBINS  ตระกูล “ตรีวิศวเวทย์” CK , BEM , TTW ,CKP  , ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธ์ ถือหุ้น PSH

ส่วนพรรคพลังประชารัฐ  มักจะถูกจับโยงกับหุ้นที่กระทรวงการคลังถือหุ้น อาทิ AOT , PTT , THAI , TMB , MCOT แต่จากการเปิดรับบริจาคเมื่อปีทีผ่านมาพบว่า บรรดายักษ์ใหญ่ที่ได้มีการบริจาคให้พลังประชารัฐ เช่น ตระกูลศรีวัฒนประภา กลุ่มคิงเพาเวอร์ , ตระกูลเลี่ยวไพรัตน์ เครือทีพีไอ ที่ถือหุ้น TPIPL , TPIPP และกลุ่มว่องกุศลกิจ เครือมิตรผล ถือหุ้น BANPU ,BPP รวมไปถึงกลุ่มลำซ่ำที่เกี่ยวพันกับ LOXLEY เข้าบริจาคด้วย

ทั้งนี้แหล่งข่าวนักลงทุนย้ำว่า ทั้งหมดเป็นมุมมองของนักลงทุนที่มักจะจับโยงหุ้นกับขั้วการเมืองเท่านั้น เนื่องจากส่วนใหญ่นักธุรกิจมักจะมีการบริจาคให้กับหลายพรรคการเมืองอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะไปจับโยงกับพรรคไหนเท่านั้น

ส่องพื้นฐาน SC-PR9

บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ออกบทวิเคราะห์ ให้ราคาเหมาะสม SC ที่  3.70 บาท โดยคาดการณ์กำไรสุทธิ ไตรมาส4/2561 ที่ 708 ล้านบาท โตแกร่ง 81% Q-Q และ 27% Y-Y สูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส จากยอดโอนที่คาดแตะระดับ 5 พันล้านบาท ส่วนภาพปี 2562 คาดโตต่ออีก 10% อยู่ที่ 1.98 พันล้านบาท จากความสำเร็จในการเน้นขายโครงการแนวราบที่บริษัทถนัด และเริ่มโอนคอนโดอีก 2 แห่ง มูลค่ารวม 9.5 พันล้านบาท ปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 3.70 บาท โดยปรับลด PER เป็น 7.7x อิงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 4 ปี -0.5SD เพื่อสะท้อนตลาดอสังหาที่ท้าทายขึ้น

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด ราคาเหมาะสม PR9 ที่ 11.40 บาท โดยประเมิน 1) แนวโน้มกำไรปกติใน ไตรมาส4/2561 คาดเติบโต QoQ และ YoY ตามจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น แต่มีค่าใช้จ่าย IPO ทำให้คาดขาดทุนสุทธิไตรมาสนี้  2) แนวโน้มกำไรปี 2562 – 2563 เราคาดเติบโตเฉลี่ย 7% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 11% เนื่องจากเป็นช่วงของการขยายการลงทุน มีต้นทุนค่าเสื่อม และ SG&A สูงขึ้น กดดันกำไร 3) ประเด็นการควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ หากเกิดขึ้น คาดว่า PR9 จะกระทบน้อยกว่าโรงพยาบาลอื่นด้วยอัตราค่ารักษาที่ต่ำกว่า

ประเมินเทคนิคหุ้นดัง

นายสมพงศ์ เบญจเทพานันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้น SC และ PR9 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมานั้น หากประเมินภาพทางเทคนิคแล้วต้องมีการระมัดระวัง โดยในส่วนของ SC นั้นเป็นการลากขึ้นมาที่ 3.50 บาท แล้วขายทิ้งจนราคาลงมาที่ 3.16 บาท จนเกิดป้ายปักวิญญาณ แนะนำหลีกเลี่ยง โดยอาจจะซึมต่อไปถึง 2-3 เดือน ส่วน PR9 ควรขายเช่นกันเนื่องจากมีการปรับเพิ่มขึ้นมาจากระดับ 10 บาท ขึ้นมาถึง 12 บาท หรือ 20% ในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยมองว่าจุดพีคน่าจะอยู่ที่ระดับ 12 บาท

สำหรับ LH นั้นมีสัญญาณซื้อเข้ามา สามารถถือเล่นรอบใหญ่ได้เป้า 12 บาท  ขณะที่ BEC เอง เนื่องจาก มีประเด็นกรณีเรตติ้งที่ดีจาก ละครทองเอก หมอยาท่าโฉลง และกรณีของการเยียวยาทีวีดิจิทัล จึงทำให้มองเป้าใหญ่ได้ 8-9 บาท ซึ่งหุ้นทีวีดิจิทัลมักเล่นเรื่องเรตติ้งเป็นหลักเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับเวิร์คพอยท์