MGTเล็งผนึกพันธมิตรญี่ปุ่น

ทันหุ้น –MGT เล็งผนึกพันธมิตรญี่ปุ่น เชื่อย้ายฐานผลิตมาไทยเพียบ ใส่เกียร์ลุยธุรกิจเต็มพิกัด ตั้งเป้ายอดยอดขายทะยานแตะ 950 ล้านบาท รับทรัพย์เงินลงทุนเต็มๆ ด้านโบรกมีมุมมองเชิงบวกหลังเข้าลงทุนเพียบ ชี้ปันผลสูง 5-6% ดีดลูกคิดกำไรโต 14% อยู่ที่ 61 ล้านบาท แนะซื้อ เคาะพิกัด 2.80 บาท

ดร.วิทยา อินาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGT เปิดเผยแนวโน้มผลประกอบการบริษัทปี 2562 คาดว่าจะดีต่อเนื่องจากปี 2561 โดยวางเป้าหมายยอดขายปี 2562 ไว้ที่ 950 ล้านบาท  แบ่งเป็น ยอดขายจากในประเทศไทย หรือจากเมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด ประมาณ 729 ล้านบาท และยอดขายบริษัทย่อย เมกาเคม พลัส จำกัด จำนวน  200 ล้านบาท โดยเมกาเคม พลัส จำกัดเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรับโอนกิจการของ บริษัท ซี.เอ็ม.เจ. แองเคอร์ จำกัด ผู้ประกอบกิจการนำเข้าและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ประเภทเอทานอล โดยปี 2562 บริษัทจะรับรู้รายได้ตามสัดส่วนการถือหุ้น 80% เข้ามาเต็มปี รวมถึงการรับรู้ผลกำไรจากการเข้าลงทุนในบริษัท PRIME INDEX CO.,LTD ในสัดส่วน 20%

พันธมิตรสนลงทุน

สำหรับบริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) บริษัทได้รับงานเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจำหน่ายเคมีภัณฑ์ให้กับโรงงานแห่งหนึ่ง คาดว่าจะเริ่มส่งมอบสินค้าได้ในช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไป ขณะเดียวกันวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีพันธมิตรจากประเทศญี่ปุ่น มาเยี่ยมชมโรงงาน เพื่อย้ายฐานผลิตสินค้าในกลุ่มเคมีภัณฑ์มาที่ประเทศไทย หลังสหรัฐฯมีนโยบายเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มจากหลายประเทศ ทำให้หลายประเทศสนใจจะย้ายฐานผลิต อีกทั้งบริษัทจะพิจารณาในการดำเนินธุรกิจร่วมกับพันธมิตรดังกล่าวว่าจะสามารถร่วมงานในรูปแบบใดได้บ้าง

ขณะที่บริษัทย่อย เมกาเคม พลัส บริษัทพยายามขยายฐานธุรกิจ การจำหน่ายเอทานอลไปในกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่ลูกค้าในกลุ่มแอลกอฮอล อย่างไรก็ตามบริษัทจะรับรู้รายได้จากบริษัมย่อยเข้ามาปีนี้เต็มปี หลังบริษัทเข้าซื้อกิจการเข้ามาในช่วงกลางปี 2561 ที่ผ่านมา

ด้านบริษัท Megachem (Myanmar) Limited (MML) ซึ่งบริษัท หรือเมกาเคม (ประเทศไทย) ถือหุ้น 51% คาดจะเห็นความชัดเจนในปี 2562 อย่างไรก็ดีบริษัทมองทิศทางธุรกิจในประเทศเมียนมายังมีอีกหลายโครงการ ที่จะช่วยต่อยอด และผลักดันผลประกอบการธุรกิจให้เติบโตเพิ่มขึ้น ทั้งนี้บริษัทเตรียมขยายธุรกิจในประเทศเมียนมาเพิ่มเติม ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาร่วมกับพันธมิตร เพื่อดำเนินธุรกิจการผลิตถุงน้ำเกลือในเมียนมา ทั้งนี้สินค้าดังกล่าวจะจำหน่ายให้กับรัฐบาลราว 70% สำหรับมูลค่าการลงทุนจะอยู่ที่ประมาณ 36 ล้านเหรียญดอลล่าสร์สหรัฐฯ หรือ 115-120 ล้านบาท

อนึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าลงทุนในบริษัท PRIME INDEX CO.,LTD โดยการเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 20% นอกจากนี้บริษัทมีแผนขยายธุรกิจ โดยการจัดตั้งบริษัทและขยายธุรกิจไปในประเทศกัมพูชา ปัจจุบันบริษัทได้เจรจาร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นไปแล้ว คาดจะเห็นการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนได้ประมาณไตรมาส 2/2562

เป้าไกล2.80บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลดกำไรสุทธิปี 2561-2562 ลงเฉลี่ยปีละ 10% เพื่อสะท้อนทั้งค่าใช้จ่ายในการยกเลิกธุรกิจหมอนยางพารา และค่าใช้จ่ายของการรวมธุรกิจใหม่ รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยที่เริ่มชะลอจากความผันผวนของค่าเงินบาท ทำให้กำไรสุทธิปี2561เหลือ 54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน

และปี2562เหลือ 61 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14%  ขณะที่ ราคาหุ้นซื้อขายบน PE2018-19 เพียง 14-16 เท่า ใกล้เคียงคาดการณ์การเติบโตเฉลี่ยในปี 2562-2564 และให้ปันผลสูง 5-6% ต่อปี จึงยังคงคำแนะนำซื้อ และปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2562 ที่ 2.80 บาท อิง PE Multiplier ที่ 18 เท่า จากการ Implied ด้วย DDM (Payout Ratio 80%, Ke 7%, Terminal Growth 1%)