ลุ้น NER ไต่คืนเหนือจอง กำลังผลิตพุ่ง-ราคายางหนุน

ทันหุ้น- NER น่าลุ้นไต่คืนจอง อนาคตโตแรง แต่ราคาสุดถูก หลังกำลังผลิตเพิ่มขึ้นอีก 6 หมื่นตัน มี.ค.นี้ สิ้นปีกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1.72 แสนตัน ขณะที่ราคายางหนุน ช่วยเพิ่มมาร์จิ้น ผู้บริหารปรับเป้ายอดขาย 1.5 หมื่นล้านบาท เจาะลึกบริษัทแกร่ง สต็อคสินค้าเด่น รับไม่สบายใจราคาหลุดจอง เตรียมโชว์ผลงานต่อนักวิเคราะห์หลังประกาศงบ 12 ก.พ.นี้

“บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน)” หรือ “NER” คือหนึ่งในหุ้นต่ำจองจนพีอีถูกเพียง 6.4 เท่า และอาจจะมีโอกาสไต่กลับคืนราคาจองที่ 2.58 บาท จากผลงานกำลังการผลิตที่เพิ่มเข้ามาจำนวนมาก และราคายางที่หนุน

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER ระบุว่า ได้ปรับเพิ่มเป้าการเติบโตของรายได้ปี 2562 ที่ระดับ 15,000 ล้านบาท จากเดิม 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ค่อนข้างมาก หลังจากราคายางปรับตัวเพิ่มขึ้นส่งผลให้มูลค่าขายสูงขึ้น โดยประเมินว่าราคายางในปัจจุบันจะยังทรงตัวในระดับสูงที่ 50 บาทต่อกิโลกรัม จากปีที่ผ่านมาราว 40 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งจะส่งผลดีให้การขายง่ายขึ้น และอาจจะทำให้บริษัทมีมาร์จิ้นสูงขึ้นตาม

ได้ฤกษ์ผลิตเพิ่ม

ประกอบกับบริษัทจะมีกำลังการผลิตยางเพิ่มขึ้นจากอีก 60,000 ตัน จาก 232,000 ตัน ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยเป็นยางแผ่นผสม (RSS Mixtures Rubber) ที่มีมาร์จิ้นสูง

ส่วนสิ้นปีก็จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นมาอีก 172,800 ตันต่อปี หลัง โรงงานใหม่ผลิตยางแท่ง (STR20) และยางผสม (Mixtures Rubber) เดินเครื่อง เมื่อรวมทั้งสองส่วนจะส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตยางพาราแปรรูปเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 465,600 ตันต่อปี ซึ่งจะส่งผลให้ปี 2563 มีการเติบโตที่ก้าวกระโดดขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ดีในช่วงแรกประเมินว่าจะใช้กำลังการผลิตราว 60% ของกำลังการผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา และจะเต็ม 100% ในปี 2564 ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเติบโตของบริษัทจะต่อเนื่องอีก 2-3 ปี ท่ามกลางลูกค้ายังพร้อมที่จะส่งคำสั่งซื้อยางเข้ามากขึ้น เนื่องจากคู่ค้าของบริษัท ส่วนหนึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าชื่อดัง อาทิ บริสโตน หลิงหลง โอตานิ SENTURY  และยังมีส่วนของเทรดเดอร์ที่มีชื่อเสียงของโลกที่ยังมีความต้องการยางเป็นจำนวนมาก

พร้อมกันนี้บริษัทยังเตรียมที่จะนำเสนอขอให้ผู้ผลิตยางล้อรถยนต์รายใหญ่ของยุโรป 3 ราย ซึ่ง 1 ในนั้น คือ มิชลิน เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานการผลิตของโรงงานและผลิตภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นใบเบิกทางสำหรับการรุกเปิดตลาดส่งออกไปยังยุโรป และจะส่งผลให้มีเทรดเดอร์ที่เทรดกับมิชลินรู้จักบริษัท และส่งคำสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น

สำหรับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาเท่าตัวนั้น จะช่วยให้ต้นทุนการบริหารจัดการต่อหน่วยลดลง ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสทำอัตรากำไรสูงขึ้น โดยบริษัทตั้งอัตรากำไรสุทธิไว้อยู่ในช่วง 3-5% นอกจากนี้บริษัทยังจะสามารถลดต้นทุนการใช้ก๊าซ LPG ในการผลิตวันละ 2 แสนบาทลงมาได้มาก เนื่องจากเตรียมที่จะใช้แก๊สชีวภาพกำลังผลิต 4 เมกะวัตต์ทดแทน โดยปัจจุบันบริษัทใช้เชื้อเพลิง ราว 5 เมกะวัตต์

ไม่เสี่ยงราคายางผันผวน

นายชูวิทย์ ยอมรับว่า ราคายางที่เพิ่มขึ้นนั้น ไม่ได้ส่งผลให้บริษัทได้รับประโยชน์จากราคายางมากนัก เนื่องจากระบบของบริษัทได้มีการจำกัดความเสี่ยงด้านของราคาสินค้า ด้วยการกำหนดราคาซื้อ-และขายสินค้าทุกวัน โดยมีบริหารจัดการคลังสินค้า แต่ราคายางที่ขึ้นอาจจะช่วยบริษัทในแง่ของความต้องการที่สูงขึ้นทำให้ขายสินค้าง่าย และสามารถที่จะบวกมาร์จิ้นสินค้าได้สูงขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังมีนโยบายในการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอีก 80%

“คือเราป้องกันความเสี่ยงไว้ เรามีสต็อคกำหนดราคาไว้ชัดเจนแล้ว เพื่อทำให้สบายใจในการส่งมอบ เราถึงมียางตลอด ใครยางขาดก็จะรู้ว่ามาซื้อยางที่เราได้ ถามว่าที่อื่นอยากทำแบบเราไหม อยากทำแต่ด้วยวอลุ่มที่ใหญ่ อาจจะทำให้ต้องใช้เงินมาก ในการสต็อคสินค้า แต่ขนาดของเราพอเหมาะที่จะทำได้ และยังได้รับความไว้วางใจจากแบงก์ในการให้เงินกู้ด้วย ซึ่งดอกเบี้ยต่อหน่วยคิดเป็น 0.20 บาท ถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับราคายาง และข้อดีของการที่ผลิตยางที่บุรีรัมย์คือการขนส่งซึ่งอยู่ระยะไม่ห่างจากท่าเรือคลองเตย หรือ มาบตาพุด เพียงแค่ 300 กิโลเมตร ขณะที่ทางใต้อาจจะไกลกว่า”

นายชูวิทย์ บอกด้วยว่า บริษัทยังมีแนวคิดในการจ่ายเงินปันผล ซึ่งตามนโยบายกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 40% โดยบริษัทจะมีการประกาศผลประกอบการ 12 กุมภาพันธ์นี้ ทั้งนี้ 9 เดือนแรงปี 2561 บริษัทมีรายได้ 6,575 ล้านบาท กำไร 288 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นที่หลุดจองลงมาทำให้ไม่สบายใจ โดยราคาปัจจุบันพีอีย้อนหลังเพียงกว่า 6 เท่า แต่ยืนยันว่าราคาจองที่ขาย 2.58 บาทไว้ ก็ต่ำกว่าตามตั้งใจตอนแรกที่ 3 บาท เนื่องจากมองว่าบริษัทมีการเติบโตที่ดี แต่ก็จะใช้ผลงานเป็นตัวบ่งบอก และได้มีการเชิญนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หลายแพ่งเข้ามาฟังผลงานหลังจากที่ประกาศผลประกอบการวันที่ 12 กุมภาพันธ์นี้

เคาะเป้า 4 บาท

ด้านนายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า NER มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตยางผสมซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงเพิ่มขึ้น และมีแผนที่จะนำไบโอแก๊ส ที่ผลิตออกมาได้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะหนุนให้เกิดการประหยัด คาดกำไรสุทธิในปี 2561 ของ NER จะอยู่ที่ 353 ล้านบาท และปี 2562 จะเพิ่มไปอยู่ที่ 508 ล้านบาท เติบโต 44% เราประเมินมูลค่าเหมาะสมโดยวิธี PER ที่ 12 เท่า กับผลประกอบการปี 2561 ที่ 0.33 บาท ได้ราคาเหมาะสมที่ 4 บาท