เงินบาทยังแข็งค่าได้อีก เปิดโผ 15 หุ้นรับอานิสงส์

ทันหุ้น –เงินบาททะยานแข็งค่าสุดในรอบ 9 เดือน หลังเฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ย กูรูประสานเสียงโอกาสแข็งค่าได้ต่อเนื่อง เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์บาทแข็ง 4 กูรูเน้นหุ้นใหญ่ใน SET50, หุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวอาทิ BA, GULF, BGRIM, AMATA,  WHA, PTT, PTTEP, TOA, CPALL, BJC,  AOT, BDMS, SCC, BBL, AOT  กสิกรมองมองSETแตะ1750ครึ่งปีแรก

การซื้อขายตลาดหุ้นไทยวานนี้ (31 ม.ค.) ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,641.73 จุด เพิ่มขึ้น 9.13 จุด หรือ 0.56%มูลค่าการซื้อขาย 57,893.44 ล้านบาท หลังธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณชะลอขึ้นดอกเบี้ยและหยุดปรับลดงบดุล ขณะที่ค่าเงินบาทแตะ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าสุดในรอบ 9 เดือน โดยสถาบันในประเทศซื้อสุทธิ 6,839.67 ล้านบาท ขณะที่ต่างชาติขาย 1,305.12 ล้านบาท โดยเม็ดเงินไหลในหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และพลังงาน

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในรอบกว่า 9 เดือน และเป็นการแข็งค่าที่สูงสุดในภูมิภาคว่า เป็นเรื่องปกติที่จะมีกระแสเม็ดเงินไหลที่เข้ามาในประเทศ เนื่องจาก ไทยมีความแข็งแกร่ง ทั้งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ขณะเดียวกันหนี้สินต่อจีดีพีของไทยอยู่เกณฑ์ที่ดีราว 40% ดังนั้นเม็ดเงินจึงไหลเข้ามาสู่ตลาดตราสารหนี้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ส่วนปีนี้มีการเข้ามาพักที่ตราสารหนี้เช่นกัน และมีการเข้าตลาดทุนบ้าง โดยประเมินค่าเงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าได้จากการเก็งกำไรค่าเงินในตลาดตราสารหนี้ หลังค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดการณ์เงินบาทไทยยังทรงตัวแข็งค่าได้ต่อเนื่อง หลังจากดัชนีวัดค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริการ (Dollar Index) ส่งสัญญาณอ่อนค่า หนุนค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เนื่องจากนักลงทุนคาดธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยในปี 2562

“เมื่อเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงแนวโน้มเงินลงทุนก็จะไหลมาเก็งกำไรในตลาดเกิดใหม่ซึ่งก็รวมตลาดหุ้นไทย ประกอบกับปัจจัยในประเทศที่แข็งแกร่ง น่าจะเป็นปัจจัยหนุน SET แกว่งขึ้นในกรอบแนวต้าน 1645-1678จุด และมีแนวรับที่ 1548-1530 จุด ซึ่งนักลงทุนยังสามารถเข้าทยอยสะสมหุ้นได้โดยเน้นหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว และหุ้นที่เป็นเป้าการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ”

พร้อมกันนี้แนะนำ กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดจะได้รับประโยชน์จากภาวะที่ค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุด ได้แก่ กลุ่มการบินเนื่องจากหัวใจสำคัญของกลุ่มนี้ คือ การสร้าง ‘สมดุล’ ระหว่างรายได้กับค่าใช้จ่ายหรือส่วนที่เป็นหนี้ ซึ่งเป็นเงินสกุลต่างประเทศให้มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน (Natural Hedge) โดยเลือก BA เป็น Top pick เพราะในภาวะค่าเงินบาทแข็งจะหนุนให้ BA จะเหลือมูลหนี้เพียง 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่มีธุรกิจโรงไฟฟ้า เนื่องจากเงินบาทแข็งค่าจะหนุนศักยภาพการทำกำไรให้สูงขึ้น แนะนำ GULF, BGRIM, AMATA, และ WHA รวมถึง  PTTEP, และ TOA ขณะที่กลุ่มที่คาดได้รับผลกระทบเชิงลบและควรหลีกเลี่ยง คือ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

คาดค่าบาททรงตัวแดนสูง

นายปิยภัทร ภัทรภูวดล นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวถึงปัจจัยหนุนให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ประกอบด้วย 1.ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศลงอย่างชัดเจน  2.อัตราเงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับต่ำ, และ 3.ราคาน้ำมันไม่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว กดดันให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ส่งผลให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้แนะนำนักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงหุ้นที่จะเป็นกลุ่มนำดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวสูงขึ้นได้ในระยะต่อไปอาทิ PTT, PTTEP และทอยอยรับ CPALL และ AOT เมื่อราคาอ่อนตัว

“ปกตินักลงทุนต่างชาติรวมถึงกองทุนในประเทศ จะพิจารณาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ซึ่งเราก็มองกลุ่มพลังงานก่อนทั้ง PTT  PTTEP เพราะที่ผ่านมากลุ่มค้าปลีก และกลุ่มขนส่งอย่าง CPALL และ AOT เป็นตัวจุดพลุนำดัชนีเร่งตัวขึ้นมาได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นราคาจึงเริ่มมีกรอบจำกัด นักลงทุนก็น่าจะเปลี่ยนกลุ่มเข้าลงทุน ซึ่งก็น่าจะไปที่พลังงานเพราะราคาน้ำมันสามารถตั้งหลักได้ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลแล้ว และราคาก็ปรับตัวลงมารับข่าวลบไปมากแล้ว  จากนั้นก็น่าจะกลับไปที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์เพราะแม้ผลการดำเนินงานปี 2561 จะไม่ดีแต่ก็ยังคงเป็นกลุ่มที่ปลอดภัยและได้รับอานิสงส์จากการลงทุนรอบใหม่ในประเทศอีกด้วย”

ยังแนะนำสะสมหุ้นใน SET50

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจับ บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุตั้งแต่ต้นปี 2562 ที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไหลกลับเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตราสารหนี้  เบื้องต้นคาดการณ์ว่านักลงทุนต่างชาติจะทยอยนำเงินกลับเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะหมุนเวียนในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ มากกว่าจะนำเงินก้อนใหญ่เข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ใด สินทรัพย์หนึ่งในระยะยาว

“มองว่านักลงทุนต่างชาติจะไม่เพิ่มเม็ดเงินลงทุนในระยะสั้นนี้  เพราะถ้าเขาจะลงทุนเพิ่มเขาต้องมั่นใจว่าค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเงินบาทน่าจะทรงตัวที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติน่าจะเป็นการโยกเงินจากตราสารหนี้ เข้ามาในตลาดหุ้นมากกว่าจะเป็นการนำเม็ดเงินใหม่เข้ามา”

พร้อมกันนี้แนะนำนักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามการค้า โดยในกลุ่มค้าปลีกแนะนำ BJC  กลุ่ม ICT แนะนำ DTAC กลุ่มธ.พาณิชย์แนะนำ KBANK รวมถึง PTTEP

ขณะที่ นายกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)  ระบุการที่เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศไหลกลับเข้ามาในตลาดทุนไทย ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับไทยเป็นประเทศที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวทั้งความชัดเจนของการเลือกตั้ง  และภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่แข็งแกร่งและยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีท่ามกลางสภาพวะเศรษฐกิจโลกที่อาจทรงตัว ถึงชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังควรเลือกลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่และเป็น Top pick ของแต่ละกลุ่มเป็นหลัก อาทิ BDMS, PTT, SCC, BBL, AOT เป็นต้น

มองSETแตะ1750ครึ่งปีแรก

นายภาสกร ลินมณีโชติ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562  จะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นถึงระดับ 1,750 จุด แต่ระดับดังกล่าวปรับลดลงช่วงธันวาคมที่ผ่านมาหลังมีการเปลี่ยนวิธีคิดเป้าหมายดัชนีใหม่ จากเดิมกว่า1,800 จุด แต่ทั้งนี้เป้าหมายดัชนี 1,750 จุดมีการให้Discount 3% จากปัจจัยความเสี่ยงในเรื่องของต่างประเทศที่ยังมีอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าตลาดเกิดใหม่อาจจะมีความเปาะปรางเรื่องเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ดีโดยรวมภาพตลาดหุ้นไทยปีนี้ น่าจะมีความผันผวนลดลง จากปี2561 โดยปัจจัยจากทั้ง อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ราคาน้ำมันสงครามค้าสหรัฐและจีน เริ่มผ่อนคลายลง ขณะที่กำไรต่อหุ้น (EPS) ปีนี้คาดการณ์ไว้ที่ 115 บาทต่อหุ้นแต่อาจจะมี Downside ลงอีก 3-4% จากผลกระทบของหุ้นกลุ่มพลังงานที่มีแนวโน้มกำไรปรับตัวลดลง 20-25%