CPALL อวดยอดขายทะลัก ช็อปช่วยชาติ-เลือกตั้งหนุน

ทันหุ้น –CPALL โบรกประเมินผลงานไตรมาส 4/2561 กำไรปกติที่ 5.6 พันล้านบาท มีรายได้กว่า 1.34 แสนล้านบาท ด้วยแรงซื้อจากผลฤดูกาล-โปรโมชั่นแสตมป์-ท่องเที่ยวโต หนุนยอดขาย SSSG ขยายตัว 3-4% จับตาปี 2562 โตต่อเนื่องจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ช็อปช่วยชาติเฟส 2 ช่วงเทศกาลตรุษจีน บวกการจับจ่ายใช้สอยในประเทศช่วงการเลือกตั้งช่วยดัน จึงเชียร์ซื้อ ชูราคาเมาะสม 90 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า คาดผลการดำเนินงาน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL จะมีกำไรปกติไตรมาส 4/2561 ราว 5.6 พันล้านบาท (+3% จากปีก่อน, +10% จากไตรมาสก่อน) ผลักดันจาก รายได้ 1.34 แสนล้านบาท (+9% จากปีก่อน, +7% จากไตรมาสก่อน) ด้วยแรงซื้อจากผลฤดูกาล โปรโมชั่นแสตมป์ที่ได้รับการตอบรับดี และนักท่องเที่ยวที่เติบโต ส่งผลให้คาดมาร์จิ้นทรงตัวจากปีก่อนที่ 22.5% แต่เพิ่มจากไตรมาส 3/2561 ที่ 22.3% ผลยอดขายสินค้าพร้อมทาน และ All caf? มีมาร์จิ้นสูงได้รับการตอบรับที่ดี

เช่นเดียวกับผลประกอบการของ MAKRO มีทั้งมาร์จิ้นและยอดขายฟื้นตัว จากปริมาณการขาย ราคาเนื้อหมูและไก่ที่ดีขึ้น ขณะที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มเป็น 2.6 หมื่นล้านบาท (+11% จากปีก่อน, +7% จากไตรมาสก่อน) จากการเปิดสาขาใหม่ของ MAKRO ในต่างประเทศและค่าใช้จ่ายจากการทำโปรโมชั่นแสตมป์ของ 7-eleven

*SSSG เป็นบวกราว 3-4%

ขณะที่คาด SSSG ในไตรมาส 4/2561 ทำได้ 3-4% จากปีก่อน และจากไตรมาส 3/2561 ที่ 1.8% ด้วยแรงหนุนจากโปรโมชั่นแสตมป์ เฟส 2 ที่ได้รับความนิยมจากของแลกซื้อภายใต้ โลโก้ “Line” การเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่และฤดูกาลท่องเที่ยว และมาตรการภาครัฐ อย่างสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มกำลังซื้อปลายปี ส่งผล SSSG ปี 2561 อยู่ในกรอบราว 3-4% จากปีก่อน

สำหรับปี 2562 คาด SSSG ยังบวกได้ราว 3% จากปีก่อน จากความต่อเนื่องของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ขยายระยะเวลาและเพิ่มเงิน (e-Money) และนโยบายช็อปช่วยชาติเฟส 2 ช่วงเทศกาลตรุษจีน รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยในประเทศช่วงการเลือกตั้งที่มักจะเร่งตัวขึ้น เป็นบวกต่อ SSSG

ทั้งนี้ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อ CPALL จากแผนธุรกิจที่มุ่งเน้นการเพิ่มสินค้าขายที่หลากหลายและมีมาร์จิ้นสูง อย่าง สินค้าพร้อมทาน การเริ่มขายอาหารสดในบางสาขา เพื่อทดสอบตลาด การเพิ่มสาขาที่ขาย All caf? ต่อเนื่องหลังได้รับการตอบรับดี รวมถึงการให้บริการรูปแบบใหม่ ทั้งการเป็น Banking Agent, การให้บริการส่งพัสดุภายใต้ชื่อ “สปีด-ดี” รับส่งสินค้าด่วน 24 ชม., การให้บริการคืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ด้วยจุดเด่นการมีสาขาครอบคลุมกว่า 1 หมื่นสาขาทั่วประเทศ และคงเป้าเปิดสาขาใหม่ 700 สาขาต่อปี ทำให้มองว่า SSSG จะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้การฟื้นตัวของราคาเนื้อหมูและไก่และปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของ MAKRO ย่อมเป็นบวกทั้งยอดขายและมาร์จิ้น ล้วนเป็นปัจจัยผลักดันการเติบโตของ CPALL ทั้งทางตรงและทางอ้อม คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2562 ที่ 90 บาท ด้วยวิธี DCF (WACC 5.7% และ Terminal Growth 3%)

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดว่ากำไรสุทธิของ CPALL ในไตรมาส 4/2561จะอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.0% จากปีก่อน และ 9.6% จากไตรมาสก่อน ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิปี 2561 อยู่ที่ 2.10 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% จากปีก่อน โดยคาดว่า SSSG ของร้านสะดวกซื้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.5% จาก 1.8% ในไตรมาส 3/2561 แต่ลดลงจาก 6.0% ในไตรมาส 4/2560 (SSSG สูงเพราะได้อานิสงส์จากการขึ้นภาษีสรรพสามิต)

โดย SSSG ที่เพิ่มขึ้นมาจากแคมเปญแสตมป์ที่ใช้ตัวการ์ตูนของ Line บวกกับช่วงวันหยุดยาว และภาวะการจับจ่ายใช้สอยที่ดีขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 4/2561 จะมีการเปิดร้านใหม่อีก 60-70 ร้าน ทำให้จำนวนร้านที่เปิดใหม่ในปีที่แล้วอยู่ที่ 700 ร้าน

ขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 22.6% เท่ากับไตรมาส 4/2560 แต่เพิ่มขึ้น 30bps จากไตรมาส 3/2561 คาดว่า กำไรขั้นต้น จากธุรกิจร้านสะดวกซื้อจะดีขึ้นจากปีก่อน (สัดส่วนยอดขายสินค้าที่มี Margin สูงเพิ่มขึ้น และภาษีสรรพสามิตที่ปรับใหม่อยู่บนฐานเดียวกันแล้ว)

*ชูเป้าหมาย 90 บาท

ในขณะที่คาดว่า GPM ของ MAKRO (แนะนำให้ถือ โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2562 ที่ 36.00 บาท) จะลดลงจากปีก่อนส่งผลให้ Margin ของ CPALL ทรงตัวจากปีก่อน แต่อย่างไรก็ตาม Margin ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจะมาจาก Margin ที่เพิ่มขึ้นของทั้งสองธุรกิจ โดยคาดว่าสัดส่วน SG&A ต่อยอดขายจะอยู่ที่ 19.8% เพิ่มขึ้นจาก 19.7% ในไตรมาส 4/2560 เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดสูงขึ้น และค่าใช้จ่ายในการขยายธุรกิจในต่างประเทศของ MAKRO แต่ลดลงจาก 19.9% ในไตรมาส 3/2561 จากปัจจัยฤดูกาล

อย่างไรก็ตาม ยังคงราคาเป้าหมาย DCF ปี 2562 เอาไว้ที่ 90.00 บาท โดยมองว่าอัตราการเติบโตของกำไร CPALL ปี  ในปี 2562 ที่ 18.5% น่าสนใจเมื่อเทียบกับกำไรของหุ้นอื่นในกลุ่มที่คาดว่าจะโตแค่ 4.6-16.8% เท่านั้น จึงยังคงคำแนะนำซื้อ