วันที่รอคอยเลือกตั้ง 24 มี.ค. โผหุ้นใหญ่ฟันด์โฟลว์เข้า

ทันหุ้น- กำหนดเลือกตั้งชัดเจนแล้ว 24 มี.ค.นี้ ดันหุ้นทะยานสวนเพื่อนบ้าน วอลุ่มเฉียด 6.9 หมื่นล้านกลับมาสูงสุดรอบ 3 เดือน แนะจับตา 4 ปัจจัยดันหุ้นแรลลี่ กูรูประสานเสียงฟันด์โฟลว์เข้าหุ้นใหญ่ เปิดโผหุ้นดีดรับเลือกตั้ง PTT – AOT -SCC -CPALL –BBL – KTB โนมูระชี้มีลุ้น1760จุด ใน 3-4 เดือน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (23 ม.ค.) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นการทั่วไป พ.ศ.2562 ขณะที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดวันเลือกตั้งคือ 24 มีนาคม 2562 รับสมัคร ส.ส. 4-8 กุมภาพันธ์ ประกาศรายชื่อผู้สมัคร 15 กุมภาพันธ์

วอลุ่มพุ่งรอบ3ด.

ส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายตลาดหุ้นไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางตลาดเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน โดยปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 1620.51 จุด ก่อนปิดตลาดที่ 1,617.38 จุด เพิ่มขึ้น 15.61 จุด หรือ 0.97% ด้วยมูลค่าซื้อขายที่ 67,874.58 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าซื้อขายที่สูงสุดในรอบ 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2561

โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศเข้าซื้อสุทธิสูงถึง 6,382.15 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 686.28 ล้านบาท กลุ่มที่ดันตลาดขึ้นมาแรงเรียงตามลำดับคือ กลุ่มสื่อสาร แบงก์ ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก และพลังงาน

ฟันด์โฟลว์เข้าหุ้นใหญ่

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์เคทีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การประกาศเลือกตั้งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยกลับขึ้นไปซื้อขายในกรอบ 1,600-1,620 จุดได้ โดยตลาดหุ้นไทยได้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นก่อนที่จะมีการประกาศเลือกตั้งมาแล้ว 2-3 วัน สวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวลง อย่างไรก็ดีแม้นักลงทุนจะรับรู้บ้างแล้ว แต่ก็ยังมีเม็ดเงินนอกขนาดใหญ่ที่มีโอกาสจะกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทย ดังนั้นจึงต้องให้ความสนใจกับเม็ดเงินฟันด์โฟลว์ที่จะเข้ามาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“ถึงแม้จะเห็นว่าต่างชาติขายช่วงนี้ แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี ยังคงซื้อสุทธิ ส่วนค่าเงินบาทแข็งค่าก็มีนัยเชิงบวก” นายมงคล กล่าว

โดยหุ้นที่น่าสนใจที่จะรับกับฟันด์โฟลว์คือหุ้นที่อยู่ใน SET 50 ซึ่งได้เลือกมา 5 หุ้นใหญ่ที่เป็นเป้าหมาย ประกอบด้วย PTT เป้าทางเทคนิค 52 บาท  AOT เป้าทางเทคนิค 71-72 บาท SCC เป้าทางเทคนิค 450-460 บาท CPALL เป้าทางเทคนิค 78 บาท BBL มองเป้า 216 บาท ซึ่งหุ้นดังกล่าวถือเป็นหุ้นชุดAที่น่าสนใจกับกระแสการเลือกตั้ง

ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งโดยตรงอาทิ สื่อโฆษณา นิคมอุตสาหกรรม รับเหมา นั้น จะเป็นหุ้นชุดB ที่สามารถเล่นได้แต่ไม่โดดเด่นเท่าชุดA อาทิ PLANB  WHA AMATA STEC CK

นายมงคล แนะนำให้นักลงทุนจับตา 4 ปัจจัยที่จะทำให้หุ้นแรลลี่สเต็ปที่ 2 คือ 1. ผู้ชนะการเลือกตั้ง หากเป็นรัฐบาลชุดปัจจุบันหรือพลังประชารัฐชนะ ตลาดจะขึ้นดีกว่า 2.ทิศทางการเมืองที่ต้องสงบ 3.การขยายตัวของเศรษฐกิจ 4.การลงทุนทางตรง (FDI) ที่จะเข้ามามาน้อยแค่ไหน

ด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด คาดการณ์ว่า การประกาศวันเลือกตั้งนั้นจะส่งผลบวกในระยะสั้น เนื่องจากระดับหนึ่งนักลงทุนเก็งกำไรรับรู้ข่าวดังกล่าวไประดับหนึ่งแล้ว  จากนั้นดัชนีตลาดหุ้นไทยจะกลับมาเคลื่อนไหวบนพื้นฐานทางเศรษฐกิจและศักยภาพการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก  ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักเก็งกำไร ควรหาจังหวะที่เหมาะสมและควรใช้เครื่องมือช่วยประกอบการตัดสินใจ และควรมีจุดตัดขาดทุนประกอบเสมอ ในส่วนของนักลงทุนระยะกลาง-ยาว ยังสามารถทยอยสะสมหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 ที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงในช่วงที่ดัชนีอ่อนตัว

“เม็ดเงินหลักๆ บางส่วนน่าจะยังคง “Wait & See” รอผลการเลือกตั้งก่อน  ในส่วนของนักลงทุนปัจจัยพื้นฐาน ยังสามารถใช้จังหวะดัชนีอ่อนตัวลงมาเน้นรับหุ้นใหญ่ในกลุ่ม SET50 ที่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงเป็นหลักได้ต่อเนื่อง เพราะกลุ่มนี้จะยังคงเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนต่างชาติและสถาบันในการลงทุน”

หุ้นแนะนำ คือ BBL ราคาเป้าหมายที่ 231 บาทอัตราการจ่ายปันผลที่ 3.26%,  KTB ราคาเป้าหมายที่ 22 บาทอัตราการจ่ายปันผลที่ 4.24%,  PTT ราคาเป้าหมายที่ 64.30 บาทอัตราการจ่ายปันผลที่ 4.17%,  AOT และ SCC

มีลุ้น1760จุด ใน 3-4 เดือน

ด้านนายกรภัทร วรเชษฐ์  ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเลือกตั้งจะสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งนี้จากสถิติพบว่าดัชนีหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวตอบรับก่อนกำหนดการเลือกตั้งในระยะ 3 เดือน และหลังจากเลือกตั้งเสร็จสิ้นอีก 1 เดือน เบื้องต้นคาดว่าดัชนีจะสามารถแตะระดับ 1760 จุดได้ในระยะ 3-4 เดือนดังกล่าว

พร้อมกันนี้แนะนำรอจังหวะเข้าลงทุนหุ้น BBL ราคาเหมาะสมที่ 244 บาท KBANK ราคาเหมาะสมที่ 242 บาท SCB ราคาเหมาะสมที่ 151 บาท  STEC ราคาเหมาะสมที่ 28 บาท CPALL และ AMATA