“จับตา วันเลือกตั้ง ,BRExit, US Government Shutdown”

  • ทิศทางตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ :คาดดัชนีฯเคลื่อนไหวในกรอบ 1560-1620 จุด … แม้น้ำหนักในทางบวกของตลาดหุ้นทั่วโลก จะได้อานิสงค์จากการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน แต่ตลาดจะมีผันผวนจากตัวแปรที่มีความไม่แน่นอนอยู่หลายตัว อาทิ การต่อรองเพื่อยุติปัญหา Government Shutdown และงบประมาณกำแพงเม็กซิโกของสหรัฐฯ และการโหวตข้อตกลง BRExit ในช่วงต้นสัปดาห์ ทั้งสองจะมีผลต่อตลาดอยู่บ้าง (บวก/ลบ) ….  ปัจจจัยในประเทศ นักลงทุนกำลังรอดูกำหนดเลือกตั้ง (ประเมินไว้ที่ 10 หรือ 24 มี.ค.) โดยกำหนดวันเลือกตั้งในเดือน มี.ค.มีผลในทางบวกต่อตลาด และจะหนุนให้ดัชนีฯขึ้นไปยืนเหนือ 1600 จุดได้ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วงตรุษจีน บวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้อง และท้ายสุดการแข็งค่าของเงินบาท (ล่าสุด 31.7 บาท/ดอลล่าร์)  ช่วยเพิ่ม flow เข้ามายังตลาดหุ้นไทยด้วย (ค่าเงินที่มีเสถียรภาพ เพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุน)
  • กลยุทธ์ลงทุนสัปดาห์นี้:ตลาดยังมีความอ่อนไหวกับตัวแปรหลายตัวในสัปดาห์นี้ แต่เราประเมินน้ำหนักในทางบวก (เจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน และการประกาศวันเลือกตั้ง) โดยดัชนีฯกลับขึ้นไปยืนเหนือ 1600 จุดได้จะส่งผลบวกด้านจิตวิทยา  กลยุทธ์สัปดาห์นี้ เราให้ความสนใจกับการเข้ามาซื้อหุ้นของนักลงทุน ที่จะเน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่ โดยหุ้นที่ KTBST คาดเป็นเป้าหมายของนักลงทุน 5 ลำดับแรก ประกอบด้วย PTT, AOT , CPALL, SCC, PTTEP ขณะที่หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว เราให้ความสนใจกับ  HANA , TOP, LH* , VNT*
  • หุ้นแนะนำเชิงเทคนิค:CPN ,STEC, ASIAN* เป็นหุ้นที่แนะนำเชิงกลยุทธ์ โดย KTBST ไม่ได้จัดทำบทวิเคราะห์

ภาพตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา

SET Index ปิดที่ระดับ 1583.77 จุด ลดลงจากสัปดาห์ก่อน 13.27 จุด หรือ -0.83%  ตลาดหุ้นปิดลบ ปัจจัยต่างประเทศที่ส่งผลต่อตลาดมาจาก การโหวตรอบสองของข้อตกลง BRExit การปิดหน่วยงานสหรัฐฯ การประชุมที่ Davos ในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศมาจากทิศทางการเมือง การรรายกำไรของหุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจ

Event สำคัญของสัปดาห์นี้ :ตัวเลขส่งออกไทย (21)   ยอดขายรถของไทย (สัปดาห์นี้)   โหวตข้อตกลง BREXit (คาด 21)  ตัวเลข GDP ของจีน (21) งาน World Economic Forum (22-25)  ประชุม BOJ(23) และประชุม ECB (24)

ปัจจัยต่างประเทศ

  • การเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน มีการเผยเนื้อหาที่จีนจะทำหลายเรื่อง ที่สำคัญที่สุดจะเป็นเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ จากปี 2018 ที่ประมาณ $1.5 แสนล้านเหรียญ ทยอยเพิ่มเป็น $6.0 แสนล้านเหรียญในปี 2024 โดยสองฝ่ายจะมีการเจรจาครั้งต่อไป 30-31 ม.ค. เราคาดการเจรจาของทั้งประเทศ จะจบลงด้วยดีในไตรมาสแรกของปีนี้ เป็นบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ผลพวงจากการใช้นโยบายภาษี(นำเข้า)ที่กดดันให้การค้าของโลกชะลอตัว การส่งออกน่าจะเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หุ้นกลุ่มที่คาดได้อานิสงค์ จะเป็นกลุ่มที่อิงรายได้ส่งออก (อีเล็คทรอนิคส์  เกษตรแปรรูป  ชิ้นส่วนยานยนต์)
  • โหวต BRExit รอบสอง และการเจรจางบประมาณสร้างกำแพงสหรัฐฯ การโหวตข้อตกลงของอังกฤษกับอียู ในเรื่อง BRExit ที่จะกลับเข้าสภาฯอีกครั้งในวันจันทร์ (21) โอกาสที่จะยังไม่มีการอนุมติยังมีอยู่ หากเป็นเช่นนั้น จะมีผลลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอาจไม่มากนัก เนื่องจากรับรู้มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ตลาดเงินน่าจะมีผันผวนมากกว่า โดยเฉพาะเงินปอนอน์และยูโร ขณะที่ปัญหางบประมาณสร้างกำแพงแนวชายแดน Mexico ของสหรัฐฯ ดูการต่อรองของประธานาธิบดีสหรัฐฯหลังเพิ่มเงื่อนไข “Dreamers in exchange” หรือ ขยายการคุ้มครองผู้อพยพเด็กที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย เรามองเป็นประเด็นการเมืองที่จะจบลงด้วยการเจรจา แต่อาจทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯผันผวน (หากรุนแรง จึงจะมีผลมาถึงตลาดหุ้นไทย)

ปัจจัยในประเทศ

  • กำหนดวันเลือกตั้ง ชี้ทิศทางตลาดหุ้นไทย ฝ่ายรัฐบาลให้ข้อมูลว่า มีความเป็นไปได้ ที่จะมีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง ในสัปดาห์นี้ (21-25 ม.ค.) และกำหนดวันเลือกตั้งน่าจะประกาศภายในต้นสัปดาห์หน้า กำหนดตอนนี้ระหว่าง 10 และ 24 มี.ค. หากมีการเลือกตั้งภายใน มี.ค.จริงๆ หรือเสร็จสิ้นไม่เกิน 9 พ.ค.ตลาดหุ้นจะตอบรับในทางบวก (เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก) กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองจะยุติลง ดัชนีฯ มีโอกาสกลับขึ้นไปที่ระดับ 1600 จุด อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดหุ้นในช่วงต่อไป จะขึ้นกับว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้ง

ผิดหวังกำไรกลุ่มธนาคาร  กำไรหุ้นธนาคาร 8 แห่ง อยู่ที่ 3.17 หมื่นลบ. -2% YoY และ -20% QoQ  ส่วนใหญ่ต่ำกว่าที่เราคาด จากการตั้งสำรองสูงขึ้น บางแห่งมีรายการพิเศษ  … เรามองกลุ่มธนาคารอาจยังเป็นตัวถ่วงตลาดต่อในสัปดาห์นี้ เนื่องจาก NPLs ที่ขยับขึ้น และธนาคารมีข้อจำกัดในการปล่อยกู้มากขึ้นจากมาตรการธปท. เช่น LTV และการนำเอา IFRS9 มาใช้ในปี 2563 (ทยอยตั้งสำรองมากขึ้น)

Weekly Portfolio

หุ้น
CPALL
(ราคาปิด 74.75)
มาตรการกินช้อปเที่ยวช่วงตรุษจีน (1-15 ก.พ.) ที่จะมีการชดเชยเงิน VAT 5% ในการซื้อสินค้า ซึ่ง CPALL เป็นหนึ่งในผู้ค้าที่จะได้ประโยชน์…. นอกจากนี้ CPALL เป็นห้นขนาดใหญ่ ที่คาดจะได้อานิสงค์จากการกลับเข้ามาซื้อหุ้นไทย เนื่องจาก ความเป็นหุ้นที่มีกำไรที่ไม่เหวี่ยงตัวมาก และราคาหุ้นยังอยู่ในระดับที่ไม่สูง …. ด้านผลการดำเนินงาน เราคาดกำไร 4Q18 ไว้ที่ 5.6 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 7.5%QoQ และ 0.8%YoY จาก

1)ช่วงhigh season เนื่องจากการบริโภคเพิ่มขึ้น และการตอบสนองที่ดีขึ้นจากโปรโมชั่นแสตมป์ 2)ได้รับผลดีจากมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐต่อเนื่องไปในปี 2019 3) บ.ลูกคือ MAKRO เริ่มฟื้นตัว ราคาสินค้าอาหารสดหมูไก่อยู่ในแนวโน้มดีขึ้น และ 4) การขยายสาขาเป็นไปตามแผน …….เราประมาณการกำไรปี 2018-2019ที่ 20.9พันล้านบาท และ 23.7พันล้านบาทตามลำดับ ……….. ราคาที่เหมาะสมโดย KTBST 85 บาท

จับตา flow เข้า PTT, AOT, CPALL, SCC, PTTEP

BRExit เรื่องใกล้ตัว แต่ดูเหมือนไกล

สัปดาห์ที่จะถึงนี้จะมีการปลดล็อกตัวแปรหลายตัวการโหวตข้อตกลงของอังกฤษกับอียูที่จะกลับเข้าสภาฯอีกครั้งหลัง โอกาสที่จะถูกปัดตกรอบสองยังมีอยู่ หากเป็นเช่นนั้น เรามองว่าผลลบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอาจไม่มากนัก เนื่องจากรับรู้มาระยะหนึ่งแล้ว ตลาดเงินน่าจะมีผันผวนมากกว่า

 เจรจาการค้าใกล้จบแล้ว

ด้านการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีน หากประธานาธิบดีสหรัฐฯเข้าร่วมประชุม World Economic Forum ช่วง 22-25 ม.ค. เราอาจเห็นความคืบหน้าในเรื่องที่น่าจะเป็นบวกมากกว่าลบและการเจรจาแบบเป็นทางการรอบสอง จะเกิดขึ้นสัปดาห์ถัดไป  เราคาดการเจรจาของทั้งสองประเทศจะจบลงด้วยดีในไตรมาสแรกของปีนี้  เป็นบวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ผลพวงจากการใช้นโยบายภาษี(นำเข้า)ที่กดดันให้การค้าของโลกชะลอตัว การส่งออกน่าจะเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หุ้นกลุ่มที่คาดได้อานิสงค์จะเป็นกลุ่มที่อิงรายได้ส่งออก (อีเล็คทรอนิคส์  เกษตรแปรรูป  ชิ้นส่วนยานยนต์)

ลุ้นวันเลือกตั้ง

เรื่องสำคัญของตลาดหุ้นไทยโดยตรง คือ กำหนดวันเลือกตั้ง จากข่าวที่ออกมามีความเป็นไปได้ ที่จะมีการประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง สัปดาห์นี้ (21-25 ม.ค.) และ กกต. มีกำหนดวันเลือกตั้ง เป็นวันที่ 24 มี.ค. เรามองในมุมบวกต่อตลาดหลังถูกกดดันจากเรื่องการเลือกตั้ง แต่ถึงแม้จะมีการเลือกตั้ง 24 มี.ค.จริง ตลาดจะหันไปสนใจในเรื่องที่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางตลาดในชวงหลังจากการเลือกตั้งไปแล้ว

หากวันเลือกตั้งไม่มีการเลื่อนออกไปอีกหรือทำได้ทัน 150 วัน (แล้วเสร็จ ไม่เกิน 9 พ.ค.) เรามองตลาดมีโอกาส Rebound กลับขึ้นไปยืนเหนือ 1600 จุดได้  หุ้นที่เราเล็งว่า จะมีแรงซื้อเข้า จาก Flow ของนักลงทุนในและต่างประเทศ นักลงทุนควรให้ความสนใจกับหุ้นขนาดใหญ่ของตลาดเป็นลำดับแรกๆ หุ้นที่ KTBST คาดเป็นเป้าหมายของนักลงทุน 5 ลำดับแรก ประกอบด้วย PTT, AOT , CPALL, SCC, PTTEP

รายงาน : ธิดารัตน์ เห็นพร้อม
ที่มา : บล.เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด 
อย่าลืมกดถูกใจ(Like)http://Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com