4 เรื่องเด่นของ 4 อุตสาหกรรมปี 2019

เข้าสู่สัปดาห์ที่สองของปี 2019 ตลาดหุ้นในช่วงนี้ยังดูมีความผันผวนตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยผลของปัจจัยทั้งภายในและภายนอกซึ่งมากดดันตลาดหุ้นอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างปัจจัยภายนอกเช่น แนวโน้มการชะลอปรับอัตราดอกเบี้ยของ FED, การชัดดาวน์เป็นเวลากว่า 10 วันของสภาครองเกรส, การบรรลุข้อตกลงทางการค้าที่ได้ประชุมนัดแรกของปีระหว่างสหรัฐและจีน ส่วนปัจจัยภายในก็มีอยู่ไม่น้อย อาทิเช่น อัตราเงินเฟ้อในปีช่วงนี้ต่ำกว่าคาด จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 1 ถึง 4, ปัจจัยด้านการเมือง ที่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เป็นต้น

นอกจากปัจจัยภาพใหญ่ทั้งภายนอกและภายในดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยที่กดดันแต่ละรายอุตสาหกรรมตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีอะไรกันบ้างไปดูกัน

เริ่มต้นกันที่ กลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งเป็นกลุ่มที่กระทบไม่น้อยสำหรับผลจากการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน โดยมีมติให้เพิ่มยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เป็นสินค้าและบริการควบคุม ทำให้ราคายาของโรงพยาบาลเอกชนต้องปรับลดลง ส่งผลให้การคาดการณ์รายได้ของกลุ่มโรงพยาบาลดังกล่าวกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และราคาหุ้นปรับปรับรับข่าวหลัง กกร. ประกาศทันที

โดย BDMS ราคาปิดเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 62 ร่วงลงเหลือ 22.90 บาท/หุ้น, BH เหลือ 178 บาท/หุ้น, BCH เหลือ 16.30 บาท/หุ้น และ CHG เหลือเพียง 1.84 บาท/หุ้น อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังมองว่า ราคาหุ้นปรับตัวลดลงรับข่าวแรงเกินไป และมองว่าหากราคาย่อตัวมากจะเป็นโอกาสของนักลงทุนซื้อเพิ่มได้ โดยเฉพาะ BDMS โดยที่ BDMS  ยังเพิ่งขายหุ้น RAM ให้กับกลุ่มนักลงทุนจำนวน 4 ราย มูลค่ากว่า 1.28 หมื่นล้านบาท ที่ราคาหุ้นละ 2,800 บาท/หุ้น ทำให้ BDMS มีเงินสดในมืออยู่เป็นจำนวนมาก

มาต่อกันที่ กลุ่มสื่อสาร กันบ้าง หลังจากที่ DTAC ประกาศยอมจ่าย 9.5 พันล้านบาท เพื่อทำสัญญาระงับข้อพิพาทกับ กสท. โทรคมนาคม ที่มีส่วนใหญ่และที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตทั้งหมดที่เกี่ยวกับสัญญาสัมปทานมีมูลค่ากว่า 9.51 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 62 เป็นผลให้กดดันราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารรายใหญ่อื่นด้วย ทั้ง AIS และ TRUE จากการประกาศดังกล่าว ราคาหุ้น DTAC เองปรับตัวลดลงกว่า 9.19% และปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อยในวันถัดไป โดยมีราคาปิดที่ 43.50 บาท/หุ้น เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา นอกจากนั้น ADVANC (หรือ AIS) ก็ปรับตัวลดลงเช่นกันเหลือเพียง 169 บาท/หุ้น ส่วน TRUE ปรับตัวลดลงเหลือปิดที่ 4.84 บาท/หุ้น

นับเป็นข่าวที่น่าติดตามไม่น้อยสำหรับการปรับปรุงร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว หรือแผน PDP ฉบับใหม่ ของกระทรวงพลังงาน ที่เดิมกำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องแข่งขันกับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) กว่า 8,300 เมกะวัตต์ โดยให้มีการปรับปรุงในส่วนนี้ เนื่องจากตาม พรบ. กฟผ. นั้น กฟผ. ไม่สามารถจะแข่งขันกับเอกชนได้ ยกเว้นบริษัทลูกอย่าง RATCH และ EGCO Group จากการปรับปรุงดังกล่าว ส่งผลต่อหุ้น

                กลุ่มโรงไฟฟ้า ให้คึกคักมากยิ่งขึ้น เพราะมีโอกาสได้รับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า IPP จากทางภาครัฐมากขึ้น โดยนักวิเคราะห์ให้น้ำหนักกับ GLOW และ EGCO ที่มีทั้งศักยภาพ ความพร้อมและโอกาสในการสร้างโรงไฟฟ้า

ปิดท้ายที่ กลุ่มปิโตรเคมี หุ้นกลุ่มที่มีผลอย่างมากในการชี้นำดัชนีตลาด โดยที่ราคาน้ำมันดิบโลก (WTI Crude Oil) ได้ปรับตัวลดลงต่ำกว่า 50$/บาเรลล์ เมื่อช่วงต้นปี ก่อนที่จะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยราคา WTI Crude Oil ล่าสุด ปิดที่ 51.70$/บาเรลล์ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวของ AFP ได้เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบโลกอาจจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากซาอุดิอาระเบียยักษ์ใหญ่ของ OPEC ได้ปรับลดการส่งออกน้ำมันดิบในเดือนมกราคม 2562 ลงอีก 10% จากระดับของเดือนพฤศจิกายน เพื่อเป็นการพลิกฟื้นราคาน้ำมันดิบโลกให้เพิ่มมากขึ้น

โดย คาลิด อัล-ฟาลิห์ รัฐมนตรีพลังงานซาอุดิอาระเบียได้กล่าว่า ประเทศของเขาจะปรับลดกำลังการผลิตลงเหลือ 7.2 ล้านบาเรลล์ต่อวันในเดือนนี้ จากระดับ 8.0 ล้านบาเรลล์ต่อวันในเดือนพฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา จากการประกาศดังกล่าว ทำให้หุ้นกลุ่มพลังงานได้ปรับตัวขึ้นรับข่าวเล็กน้อย โดยราคาปิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา PTT ราคาปิดที่ 49.25 บาท/หุ้น, PTTEP ราคาปิดที่ 123.50 บาท/หุ้น, TOP ราคาปิดที่ 70.50 บาท/หุ้น และ BCP ราคาปิดที่ 33.00 บาท/หุ้น

————————-

บทความโดย นายสิงหา พงศ์ศศิธร (AFPT™)

ทีม content ของ stock2morrow

อ่านบทความอื่นๆ เพิ่มเติมเรื่องข่าวสารหุ้น การลงทุนหุ้นพื้นฐาน และเล่นหุ้นเทคนิคอลได้ที่stock2morrow>>>https://www.stock2morrow.com/article.php