โผหุ้นโต้คลื่นฝ่ากระแสเบร็กซิท-ค่าเงินตปท.

สำนักข่าว “ทันหุ้น” รายงานว่า โบรกส่องปัจจัยนอก รัฐสภาอังกฤษเตรียมลงมติร่าง Brexit พรุ่งนี้(15 ม.ค.) ค่าเงินยูโรและปอนด์ผันผวนป่วนหุ้นไทยรอบสัปดาห์นี้

บทวิเคราะห์ บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ภาพรวมสัปดาห์นี้ คาดตลาด “UP” รัฐสภาอังกฤษเตรียมลงมติร่าง Brexit วันที่ 15 ม.ค.นี้ ถือเป็นประเด็นที่บ่งชี้ทิศทางเศรษฐกิจของยูโรโซนและอังกฤษ รวมถึงค่าเงินยูโรและปอนด์ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดของทั้ง 2 ประเทศในช่วงถัดไป โดย Nomura ออกบทวิเคราะห์เพื่อประเมินโอกาสของ Brexit แบ่งออกเป็น 3 สถานการณ์ ดังนี้

1.ให้โอกาส 50% ที่จะเกิด Brexit with deals กล่าวคือ ข้อตกลง Brexit ระหว่างสหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป เป็นไปได้ด้วยดีตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยรัฐสภาอังกฤษจะอนุมัติร่าง Brexit และจะนำไปสู่กระบวนการร่างเป็นกฏหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป ในกรณีนี้ตลาดจะตอบรับกลาง-บวก จากค่าเงินปอนด์และค่าเงินยูโรที่จะแข็งค่าขึ้น กดดันค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่าได้

2.ให้โอกาส 40% ที่อังกฤษจะถอนร่าง Brexit หลังเจ้าหน้าที่กฏหมายของ EU เผยสามารถยกเลิก Brexit ได้ กรณีนี้ สหราชอาณาจักรจะคงอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป ถือเป็น Positive Surprise ต่อตลาด จะหนุนค่าเงินปอนด์และยูโรแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กดดันค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่า หนุนสินทรัพย์เสี่ยงโลกฟื้นตัวแรง

3.ให้โอกาสเพียง 10% ที่จะเกิด Hard Brexit ซึ่ง Brexit with no deals จะเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจของทั้ง UK และ EU ซึ่งจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก กดดันสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนได้ โดยรวมถือว่า ฝ่ายวิเคราะห์ให้น้ำหนักที่จะเกิด Brexit with deals กับ การถอนร่าง Brexit เป็นหลัก ซึ่งทั้ง 2 กรณีจะหนุนค่าเงินปอนด์และยูโรแข็งค่า กดดันค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่าลงได้ เป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงโลกเป็นภาพ Risk on ต่อเนื่อง ประกอบกับทิศทางในประเทศ ผลประกอบการ 2018 ของกลุ่มธนาคารจะเริ่มทยอยรายงานในสัปดาห์นี้ โดยจาก 10 ธนาคารที่มีคาดการณ์จาก Consensus คาดกำไรสุทธิที่ระดับ 2.08 แสนล้านบาท เติบโต 3.4% หนุนกลุ่มธนาคารนำตลาดขึ้นได้

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน SET กรอบ PER 15-14.3 เท่า 1620-1560 จุด คือ จุดซื้อเชิงพื้นฐานที่มีนัยฯ พอร์ตลงทุนถือหุ้น 82.5% เน้นหุ้นอิงการลงทุน และ EEC (AMATA WHA, STEC CK PYLON), Deep Undervalue(GUNKUL, TOA, XO, PSTC, AMANAH, FN) และ กลุ่มนำดัชนี CPALL, ROBINS PTT, PTTEP, BBL, KBANK, AOT, TU โดยหุ้นเด่นสัปดาห์นี้ แนะนำ MINT ราคาเป้าหมาย 46 บาท การท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง วีซ่าท่องเที่ยวขยายเวลาถึงเม.ย.62 หุ้น PSTC ราคาเป้าหมาย 1.03 บาท ได้รับ EIA ธุรกิจท่อน้ำมัน หนุนการปลดล๊อคมูลค่าระยะยาว และหุ้น GUNKUL ราคาเป้าหมาย 4.5 บาท แนวโน้มกำไรโตต่อเนื่อง บวก Deep Undervalue

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สัปดาห์นี้ ฝ่ายวิจัยคาดว่า SET Index จะสามารถยืนในแดนบวก เหนือแนวรับ1,589 จุด (Fwd PE 13.8x) และแนวต้านที่ 1,624 จุด (Fwd PE 14.1x) โดยมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ยังคงฟื้นตัวกลับมาต่อเนื่อง ขณะที่แรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศค่อนข้างน้อย โดยนักลงทุนยังต้องติดตามประเด็นต่างๆ เช่น Government Shutdown, Trade Wars ของสหรัฐ-จีน และ BREXIT ดังนั้นยังคงแนะนำ 3 กลุ่มหุ้นโตเด่น บวก 1 กลุ่มกองทุนที่คาดหวังเงินปันผลจากความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ ดังนี้

1. กลุ่มนิคมและสาธารณูปโภค อานิสงส์บวกทั้งราคาขายและยอดขายพื้นที่ในเขต EEC โตเด่นแนะนำ AMATA (ปัจจุบันมีพื้นที่รอการขาย 2,777 ไร่ และพื้นที่รอการพัฒนาอีกราว 8,172 ไร่, WHA ปี 62 ตั้งเป้าขายที่ดินในนิคมไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่พร้อมคาดได้รับลูกค้าคลังสินค้าเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1 แสนตรม. , EASTW ปี 62 คาดเห็นการฟื้นตัวของกำไรสอดคล้องไปกับการขยายตัวของนิคมอุตสาหกรรมในเขต EEC ซึ่งทำให้ความต้องการใช้น้ำดิบในบริเวณดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นนอกจากนี้ในระยะยาวบริษัทยังมุ่งเพิ่มสัดส่วนจำหน่ายน้ำควบคุมคุณภาพ มาร์จิ้นสูงมากขึ้นโดยล่าสุดเซ็นสัญญาให้บริการแก่ GULF รับรู้รายได้ปี 63 และ AMATA รับรู้รายได้ปี 64

2. กลุ่มโรงไฟฟ้า ลักษณะธุรกิจที่มีความสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ และฝ่ายเลือกหุ้นโรงไฟฟ้าที่ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่องได้อีก 4-5 ปีข้างหน้า ได้แก่ BGRIM ปี 62 มีแผน COD โรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 682MW ทำให้มีกำลังผลิตรวม 2.77 GW ณสิ้นปี 62 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี 65 ที่ 3.13GW, BPP ปี 62 มีแผน COD โรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 312MW ทำให้มีกำลังผลิตรวม2.48GW ณสิ้นปี 62 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี 68 ที่ 4.3GW, GUNKULปี 62 มีแผน COD โรงไฟฟ้าโซลาร์อีก 105MW ทำให้มีกำลังผลิตรวม 401MW ณ สิ้นปี 62 และมีเป้าหมายระยะยาวในปี 65 ที่ 543MW

3. กองทุนที่มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ ได้แก่ TFFIF ประมาณการเงินที่สามารถปันส่วนแบ่งให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนสำหรับปี 61/62 ราว 0.475 บาท/หน่วย+ความเสี่ยง 7/8)(ที่มา:Filing), POPF (อัตราเงินปันผลในอดีตที่ 7.61%+ความเสี่ยง 6/8) QHPF (อัตราเงินปันผลในอดีตที่ 6.41%+ความเสี่ยง 6/8), BTSGIF (อัตราเงินปันผลในอดีตที่ 6.76%+ความเสี่ยง 7/8), CPNCG (อัตราเงิน ปันผลในอดีตที่ 6.23%+ความเสี่ยง 7/8), CPTGF (อัตราเงินปันผลในอดีตที่ 6.03%+ความเสี่ยง 6/8)

4. หุ้นขนาดเล็กที่คาดกำไรปี 62 โตเด่นบวกกับ Cheap Valuationได้แก่ JMT (แนวโน้มกำไรโตต่อเนื่อง และบริษัทประกาศซื้อหนี้ไม่มีหลักประกันชุดใหม่มาบริหารมูลค่า 1 พัน ลบ. มีแผนเพิ่มสัดส่วนหนี้มีหลักประกัน หนุนยอดหนี้แตะ 1.4 แสน ลบ.และมีความสามารถในการจัดเก็บหนี้ที่อยู่ในเกณฑ์ดี), SKN ช่วงไตรมาส 4/61 คาดกำไรโตเด่นจากการรับรู้กำลังการผลิตใหม่จากเครื่องจักรไลน์ที่ 2 เพื่อรองรับคำสั่งซื้อส่วนเกินจากลูกค้าเดิม และตอบสนองความต้องการจากลูกค้ากลุ่มใหม่ในต่างประเทศ), SSP (ปี 62 รับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้าโซลาร์และโซลาร์รูฟท็อปในมือ 87MW และยังมีโรงไฟฟ้าในมืออีก 141MW ที่ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างซึ่งจะทยอย COD ในปี 63 เป็นต้นไป)

รายงาน : พัทธ์ธีรา ศรีพีรพงศ์
อย่าลืมกดถูกใจ(Like) Facebook : ทันหุ้น
กดติดตาม (subscribe)Youtube : thunhoon V.I.P
www.thunhoon.com