JMT

JMT

ตลาดหุ้นไทยเมื่อวานปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 1580 จุด หลังจากปรับตัวลดลงจากแรงขายเหนือระดับ 1600 จุด แต่เราคาดว่า การปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 1575-1580 จุด น่าจะมีโอกาสดีดกลับ โดยมีแนวต้านที่ 1600 จุด ถ้าทะลุผ่านขึ้นไปได้ จะมีแนวต้านถัดไปที่ 1630 จุด

สำหรับหุ้นที่น่าสนใจในวันนี้ คือ หุ้น JMT บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจ 3 ประเภทหลัก ได้แก่ 1) ธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ บริษัทให้บริการแก่ผู้ว่าจ้างที่เป็นสถาบันการเงิน และผู้ประกอบการต่างๆ ซึ่งประสงค์จะให้บริษัทฯ ติดตามและดำเนินการให้ลูกหนี้ของผู้ว่าจ้างชำระคืนหนี้ ขอบเขตการให้บริการ ครอบคลุมถึงการรับจ้างติดตามและจัดเก็บหนี้ รวมถึงงานด้านกฎหมาย ได้แก่ ฟ้องและสืบทรัพย์คดี 2) ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ โดยซื้อหนี้ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงิน หรือบริษัทต่างๆ และนำมาบริหารจัดเก็บหนี้ 3) ธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ โดยเน้นให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใช้แล้วทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ และเน้นปล่อยสินเชื่อให้แก่บุคคลธรรมดา โดยเป็นการ spin off มาจาก JMART

ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 3 ปี 61 มีกำไรสุทธิ 138 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.16 บาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 60 ที่มีกำไรสุทธิ 98 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.13 บาท

สำหรับผลการดำเนิน 9 เดือนของปี 61 มีกำไรสุทธิ 374 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.45 บาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 60 ที่มีกำไรสุทธิ 296 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.40 บาท (หลังแตกพาร์ 1.00 เหลือ 0.50 บาท)

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ผู้ให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ และบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ระดับแนวหน้าของไทย เปิดเผยถึง กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจหลักในปี 2562 เดินหน้าซื้อหนี้จากกลุ่มธนาคารพาณิชย์มาบริหาร ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัท เบื้องต้นจัดสรรงบสำหรับซื้อหนี้เสีย 4,500 ล้านบาท เป็นวงเงินลงทุนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจะสามารถซื้อหนี้เข้าพอร์ตเพิ่มเป็นมูลค่าเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับโอกาสและการบริหารจัดการของบริษัท โดยจะมุ่งคำนึงถึงความคุ้มค่าของผลตอบแทนเป็นหลัก

มองภาพรวมตลาดหนี้เสีย (NPL) ของปี 2562 ประเมินว่าอัตราหนี้เสียทั้งระบบน่าจะอยู่ที่ 2.9-3% ของสินเชื่อทั้งระบบ ใกล้เคียงกับสิ้นปี 2561 ซึ่งอยู่ที่ 2.97% อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า NPL ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในทุกๆ ปีตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ฉะนั้น ในเชิงของสภาพตลาด NPL บริษัทฯ จึงมั่นใจว่าปี 2562 จะสามารถซื้อหนี้เสียเข้าพอร์ตได้เพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย

กรณีที่มีความกังวลว่าผู้ประกอบธุรกิจซื้อหนี้มาบริหารอาจจะได้รับผลกระทบหลังจากกลุ่มธนาคารจะหันมาบริหารหนี้เสียเอง บริษัทฯ ยืนยันว่าไม่มีความกังวลในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากกลุ่มธนาคาร มีแผนกการบริหารจัดการหนี้เสียอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นก้อนหนี้ใหม่ และหนี้คุณภาพดี ซึ่งสามารถบริหารจัดการได้ง่าย และคุ้มค่ากับการลงทุนด้านทรัพยากรของแต่ละธนาคาร อย่างไรก็ตาม ในส่วนของหนี้เสียที่เป็นหนี้ก้อนเก่าและมีความยากในการติดตามจัดเก็บนั้น ทางธนาคารก็จะขายทอดตลาดให้กับผู้ซื้อหนี้เช่นเดิม ซึ่งบริษัทฯ เป็นผู้เชี่ยวชาญลำดับต้นในอุตสาหกรรม

ในส่วนของภาพรวมผลประกอบการปี 2562 บริษัทฯ มั่นใจว่าจะสร้างสถิติสูงสุดครั้งใหม่ จากปี 2561 ที่รายได้จะเติบโต 30% หรือมีรายได้ประมาณ 1,361 ล้านบาท ตามการซื้อหนี้มาบริหารเพิ่มขึ้น ขณะที่สิ้นปี 2561 บริษัทฯ มีพอร์ตบริหารหนี้รวมมูลค่าทั้งสิ้นรวมมากกว่า 135,000 ล้านบาท

JMT มีมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นอยู่ที่ 3.69 บาท เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ 11.70 บาท คิดเป็นอัตราส่วน Price/Book Value ratio เท่ากับ 3.14 เท่า ส่วนอัตราส่วน P/E Ratio อยู่ที่ 21.75 เท่า

ราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องไปทำจุดต่ำสุดที่ 9.90 ก่อนที่จะฟื้นกลับขึ้นไป ทำให้แนวโน้มของราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 12.50 และ 13.00 บาท เนื่องจากการเคลื่อนไหวของอัตราส่วน P/E Ratio ซื้อขายในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับในอดีต 20-21 เท่า ซึ่งราคาหุ้นก็มักจะมีการดีดกลับอยู่เสมอ และมีแนวรับ 11.50 และ 10.70 เป็นแนวรับสำคัญ

สนใจบทความย้อนหลัง และเรื่องราวที่น่าสนใจ สามารถหาดูได้ในเพจ เทพ คำนวณ